IT News

IBM ฟ้องไม่ให้อดีตพนักงานย้ายไปรับตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายความหลากหลายที่ไมโครซอฟท์

Blognone - Tue, 13/02/2018 - 18:06

เมื่อไม่กี่วันก่อน ไมโครซอฟท์ประกาศว่าจ้าง Lindsay-Rae McIntyre อดีตหัวหน้าฝ่ายความหลากหลายในองค์กร (CDO) และรองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ IBM ให้มารับตำแหน่งหัวหน้าความหลากหลายในองค์กรของไมโครซอฟท์

วันนี้ IBM แถลงว่าบริษัทยื่นฟ้องไมโครซอฟท์แล้ว และกล่าวว่า McIntyre รู้ข้อมูลลับของบริษัททั้งด้านความหลากหลาย และกลยุทธ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อความสำเร็จของ IBM หากเธอย้ายไปร่วมงานกับไมโครซอฟท์ได้ในทันทีและนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้งาน อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อความสามารถการแข่งขันของบริษัทได้

แม้ทาง IBM จะเข้าใจถึงความต้องการของไมโครซอฟท์ที่จะแก้ปัญหาเรื่องความหลากหลายภายในองค์กร แต่ทางเราเองก็ต้องการที่จะปกป้องข้อมูลสำคัญเอาไว้เช่นกัน จึงได้ฟ้องเพื่อขอบังคับใช้ข้อสัญญาห้ามแข่งขัน (non-competition agreement) ของ McIntyre เป็นเวลา 1 ปี

ทนายของ McIntyre กล่าวว่าทาง IBM บังคับใช้ข้อสัญญาห้ามแข่งขันอย่างเข้มงวดเกินไป เธอจะไม่สามารถทำงานกับบริษัทใดๆ ที่ทาง IBM อาจเชื่อว่าเป็นคู่แข่งได้เลยไม่ว่าจะตำแหน่งไหน หรือที่ไหนในโลกตลอดระยะเวลา 1 ปีนี้

ผู้พิพากษา Vincent L. Briccetti ได้มีคำสั่งยับยั้งการย้ายของ McIntyre ไว้ชั่วคราวก่อน และนัดครั้งต่อไปในวันที่ 22 กุมภาพันธ์

ที่มา: MSPoweruser, ฺBloomberg

Topics: IBMMicrosoftLawsuit
Categories: IT News

Facebook อาจไม่คูลสำหรับวัยรุ่นอีกต่อไป eMarketer คาดผู้ใช้งานอายุน้อยจะลดลง

Blognone - Tue, 13/02/2018 - 17:43

eMarketer บริษัทวิเคราะห์การตลาดออกมาคาดการณ์ว่า ผู้ใช้งาน Facebook ที่มีอายุน้อย กำลังลดจำนวนลงเรื่อยๆ และลดเร็วกว่าที่คาดไว้ และในขณะที่ Facebook มี Instagram ที่ยังสามารถดึงดูดผู้ใช้อายุน้อยได้ แต่ Snapchat ก็กำลังเป็นที่น่าจับตามองเช่นกัน

สิ่งที่ eMarketer คาดการณ์คือ ปี 2018 นี้ อาจเป็นครั้งแรกที่จำนวนผู้ใช้งาน Facebook อายุ 12-17 ปี ในสหรัฐฯ มีจำนวนน้อยกว่าครึ่ง เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั้งหมดในกลุ่มอายุเดียวกัน แต่จำนวนจะไปเพิ่มที่กลุ่มผู้ใช้อายุมากแทน eMarketer คาดว่าจำนวนผู้ใช้ Facebook ในสหรัฐฯจะมี 169.5 ล้านรายในปี 2018 ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วแค่ 1% เท่านั้น

ด้านจำนวนผู้ใช้งานอายุ 11 ปี และน้อยกว่านั้น จะลดลง 9.3% ส่วนผู้ใช้อายุ 12-17 ปี ลดลง 5.6% และอายุ 18- 24 ปี ลดลง 5.8% เท่ากับว่า Facebook จะสูญเสียผู้ใช้งานที่อายุต่ำกว่า 24 ปี เป็นจำนวน 2 ล้านราย

ส่วน Instagram ทาง eMarketer คาดการณ์ว่าจะมีผู้ใช้อายุน้อยกว่า 24 ปีเพิ่มขึ้น 1.6 ล้านราย แต่ Snapchat จะมีผู้ใช้กลุ่มดังกล่าวเพิ่มขึ้นมากกว่า Instagram คือ 1.9 ล้านราย แต่ Instagram ก็ยังคงครองสัดส่วนมากกว่าอยู่ดี


ภาพจาก Shutterstock โดย oneinchpunch

ที่มา - eMarketer

Topics: FacebookInstagramSnapchatUSA
Categories: IT News

สงครามทรัพยากรแห่งอนาคต: ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแย่งกันหาแหล่งแร่โคบอลต์และลิเทียม

Blognone - Tue, 13/02/2018 - 15:52

หัวใจหลักของรถยนต์ไฟฟ้ามีสองอย่างคือมอเตอร์และแบตเตอรี่ โดยมอเตอร์นั้นไม่ได้มีส่วนประกอบอะไรซับซ้อนมาก แต่กลับกันในการผลิตแบตเตอรี่ที่ต้องใช้แร่สำคัญอย่างโคบอลต์และลิเทียม ซึ่งโลหะเหล่านี้ล้วนมาจากการทำเหมือง เป็นการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติ และเมื่อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นอนาคต ผู้ผลิตรถยนต์ต่างก็พยายามหาแร่ที่จำเป็นดังกล่าวมาเป็นของตัวเองให้มากที่สุด

Tesla เป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อเดือนธันวาคม 2017 มีรายงานว่า Elon Musk ซีอีโอของบริษัทเดินทางไปยังประเทศชิลี แต่ไม่ได้บอกวัตถุประสงค์ อย่างไรก็ตามเป็นที่ทราบกันว่าชิลีมีการทำธุรกิจเหมืองลิเทียมใหญ่มาก (เชื่อกันว่าชิลีมีแร่ลิเทียมมากที่สุดในโลก) เหตุผลที่ Elon เดินทางไปก็คงหนีไม่พ้นการเจรจาซื้อแร่ลิเทียมมาเป็นของตนเพื่อผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า

ต่อมารายงานดังกล่าวก็ได้รับการยืนยันจาก Eduardo Bitran ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ของ Corfo หน่วยงานพัฒนาเศรษฐกิจของชิลีว่า Tesla กำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับ Sociedad Química y Minera de Chile (SQM) บริษัทผู้ผลิตลิเทียมรายใหญ่ที่สุดของโลก เพื่อให้ SQM เป็นซัพพลายเออร์แร่ลิเทียมนั่นเอง

ข้ามไปดูผู้ผลิตรถยนต์ฝั่งยุโรปกันบ้าง Markus Duesmann หัวหน้าแผนก Supply Chain ของ BMW ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เยอรมนี Frankfurter Allgemeine Zeitung ว่าเป้าหมายของ BMW คือการมีซัพพลาย (แร่ต่างๆ) ลงลึกถึงระดับการทำเหมือง เป็นระยะเวลา 10 ปี และตอนนี้ก็เตรียมพร้อมเซ็นสัญญาแล้ว ซึ่งแร่ที่ BMW ต้องการก็มีทั้งโคบอลต์และลิเทียม แต่ไม่ได้เปิดเผยว่าจะเซ็นสัญญากับผู้ผลิตรายใด

ในขณะที่ Volkswagen ที่เคยประกาศว่าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 3 ล้านคันต่อปีภายในปี 2025 ก็เคยเปิดให้ผู้ผลิตแร่ต่างๆ ส่งข้อเสนอเข้ามา ซึ่งผู้ผลิตเจ้าหนึ่งระบุว่าวิธีที่ Volkswagen ใช้คือการบอกว่าจะผลิตรถยนต์กี่คัน แต่ไม่บอกว่าต้องการแร่โคบอลต์มากเท่าใด จึงเป็นหน้าที่ของซัพพลายเออร์ที่ต้องคำนวณและเสนอเข้าไปเอง นอกจากนี้ Volkswagen ยังเคยบอกว่าบริษัทฯ ต้องการกำลังผลิตแบตเตอรี่มากกว่า 150 กิกะวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2025 จึงจะพอสำหรับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

ราคาของแร่ลิเทียมเพิ่มสูงขึ้นกว่า 2 เท่าในเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ส่วนโคบอลต์ราคาสูงขึ้นกว่า 3 เท่าในเวลา 3 ปี จึงเห็นได้ว่าการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติที่นำมาผลิตแบตเตอรี่รถยนต์มีแต่จะเข้มข้นขึ้น และหากในอนาคตยังไม่มีเทคโนโลยีการผลิตแบตเตอรี่แบบใหม่ ราคาของแร่ทั้งสองคงไม่มีแนวโน้มลดลงแน่

ที่มา - Electrek (1), (2), Reuters

Topics: AutomobileElectric CarBattery
Categories: IT News

อินเทลออก Xeon D-2100 หน่วยประมวลผล SoC รุ่นใหม่สำหรับ Edge Computing

Blognone - Tue, 13/02/2018 - 14:56

อินเทลเปิดตัวซีพียู Xeon D รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นชิป SoC สำหรับอุปกรณ์เครือข่ายหรือเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็ก เช่น edge computing ที่ประมวลผลข้อมูลจาก IoT ก่อนส่งขึ้นคลาวด์

Xeon D รุ่นแรกออกในปี 2015 และถูกอัพเกรดมาแล้วหลายครั้ง รุ่นล่าสุดใช้รหัสว่า Xeon D-2100 ใช้แกน Skylake-server ตัวเดียวกับ Xeon รุ่นใหญ่ มีหลายรุ่นย่อยให้เลือกตามสมรรถนะ ตั้งแต่ 8-18 คอร์

นอกจากซีพียูแล้ว ตัว SoC ของ Xeon D-2100 ยังรองรับพอร์ต 10 GbE x4, Serial ATA x16 และมีชุดคำสั่ง Intel AVX-512 กับฟีเจอร์ Intel QuickAssist Technology (QAT) ช่วยเร่งการเข้ารหัส-ถอดรหัสข้อมูลด้วย

ที่มา - Intel

ตัวอย่างการใช้งานใน edge computing

Topics: XeonIntelCPUProcessor
Categories: IT News

ไมโครซอฟท์ขยายบริการ Windows Defender ATP ไปยัง Windows 7 และ 8.1

Blognone - Tue, 13/02/2018 - 12:47

ไมโครซอฟท์มี 'บริการ' ความปลอดภัยชื่อ Windows Defender Advanced Threat Protection (เรียกย่อๆ คือ Windows Defender ATP) ที่เริ่มนำมาใช้กับ Windows 10 Fall Creators Update

ล่าสุดไมโครซอฟท์ประกาศว่าจะขยาย Windows Defender ATP ไปใช้กับ Windows 7 และ Windows 8.1 ด้วย เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าองค์กรที่ยังมี Windows เวอร์ชันเก่าใช้งานอยู่

ฟีเจอร์ที่จะใช้ได้กับ Windows 7/8.1 คือ Windows Defender ATP Endpoint Detection & Response (EDR) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ด้านการตรวจจับกิจกรรมผิดปกติในเครื่อง มันสามารถใช้ควบคู่กับแอนตี้ไวรัสยี่ห้อใดก็ได้ (ไม่จำเป็นต้องใช้กับ Windows Defender Antivirus) โดยแอดมินขององค์กรจะเห็นข้อมูลของเครื่องทั้งหมดที่เปิดใช้ EDR ในหน้าแดชบอร์ด Windows Defender Security Center

ที่มา - Windows Blog

หน้าตาแดชบอร์ด แสดงให้เห็นกิจกรรมของเครื่องที่เป็น Windows 7

Topics: Windows DefenderMicrosoftSecurityEnterpriseWindows 7Windows 8.1
Categories: IT News

แอพ K Plus เพิ่มฟีเจอร์ Quick Pay, ซื้อของผ่านแอพ, สินเชื่อบุคคล, เก็บเงินผ่านโซเชียล

Blognone - Tue, 13/02/2018 - 12:20

ธนาคารกสิกรไทยผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น mobile banking K Plus ประกาศเพิ่มฟังก์ชั่นการใช้งานในแอพ 4 อย่าง คือ

Quick Pay

จ่ายเงินซื้อของในร้านค้าที่แสดง QR Code ได้โดยไม่ต้องล็อกอินเข้าระบบ โดยกดที่ด้านขวาล่างที่เขียนว่า Quick Pay ก็จะแสดงหน้าจอสแกนเพื่อจ่ายเงิน และแสดง QR เพื่อรับเงินได้ โดย Quick Pay เปิดบริการมาก่อนหน้านี้แล้ว

บริการซื้อสินค้าผ่านแอพ K Plus ในเดือนมีนาคมนี้

เป็นเสมือนร้านค้าออนไลน์ ร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ เช่นร้านสินค้าเกษตรจากโครงการพรวนฝัน และกลุ่มเกษตรกรจากจังหวัดต่างๆ, สินค้าจากผู้ประกอบการรายย่อย และกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงสินค้าจากพันธมิตรทางธุรกิจของธนาคาร ผู้ใช้สามารถกดเข้าไปที่ Life +จะเห็นร้านสินค้าบางร้าน เช่น ข้าวออร์แกนิกส์ (จากตอนที่ลองกดดู ยังมีร้านค้าเดียวในตอนนี้) เมื่อกดเลือกซื้อก็กรอกที่อยู่เพื่อจัดส่งสินค้า

สินเชื่อบุคคลผ่าน K Plus

ทางธนาคารกสิกรระบุว่าใช้ระบบคำนวณอัตราดอกเบี้ย พิจารณาความเสี่ยงจากลูกค้าแต่ละราย และเสนอสินเชื่อบุคคลที่เหมาะกับแต่ละคนได้ เริ่มเปิดทดสอบให้ลูกค้าที่มีเครดิตดีแล้วสามารถข้าไปตรวจสอบวงเงินกู้ได้ ลูกค้าที่มีเครดิตดีจะได้การแจ้งเตือนเพื่อดูรายละเอียดเงินกู้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารไทยพาณิชย์เปิดตัวบริการ SCB EASY Digital Lending มาก่อนหน้านี้ เป็นบริการกู้สินเชื่อผ่านแอพ SCB Easy

ขายและเรียกเก็บเงินผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Payment)

ใช้สำหรับ K Plus Shop ส่งบิลที่อยู่ในรูปแบบ QR ของร้านค้า ผ่านทาง Facebook Messenger, Instagram, WhatsApp, LINE ให้ลูกค้าชำระผ่าน K Plus ได้ เรียกเก็บผ่าน AliPay, Wechat ได้แล้ว

พัชระ สมะลาภา รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า ยอดผู้ใช้งานแอพมี 7.5 ล้านคน, มีรายการธุรกรรมผ่านแอพ 3,000 ล้านรายการต่อปี และ มูลค่าธุรกรรมต่อปี 6.3 ล้านล้านบาท ด้านร้านค้ามีร้านที่ใช้บริการ K Plus Shop 800,000 ร้านค้า, มูลค่าธุรกรรม 1,100 ล้านบาท มีการซื้อขาย 1,400 ล้านรายการ เป้าหมายในปี 2018 นี้คือ ยอดผู้ใช้งาน 10.8 ล้านราย และ 6,000 ล้านรายการ

Topics: Kasikorn BankBankingMobile App
Categories: IT News

รองรับสังคมไร้เงินสด ธนาคารกลางสิงคโปร์เตรียมประกาศแนวทางคุ้มครองผู้บริโภค โทรศัพท์หายจ่ายไม่เกิน 100 ดอลลาร์

Blognone - Tue, 13/02/2018 - 11:58

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore - MAS) เริ่มรับฟังความเห็นแนวทางการคุ้มครองผู้บริโภคสำหรับบริการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-payment) เพื่อให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้งานได้โดยมีความกังวลลดลง

แนวทางกำหนดความรับผิดชอบของผู้ใช้เมื่อเกิดความเสียหายไว้สองระดับ คือการใช้งานอย่างไม่ระมัดระวัง (careless) เช่น ไม่รักษาโทรศัพท์ไว้กับตัว หรือทำรหัสผ่านหลุดไปโดยอุบัติเหตุ หากเกิดความเสียหายผู้ใช้จะรับผิดชอบไม่เกิน 100 ดอลลาร์สิงคโปร์ แต่หากผู้ใช้ใช้งานอย่างสะเพร่า (reckless) จะต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดเอง โดยธนาคารจะต้องรับภาระการพิสูจน์ว่าผู้ใช้เป็นคนสะเพร่า

ในกรณีที่ผู้ใช้ส่งเงินผิดคน ธนาคารจะมีเวลา 7 วันในการคืนเงินกลับเข้าบัญชี (เทียบกับ PromptPay กำหนดไว้ 15-20 วันทำการ)

แนวทางกำหนดให้ธนาคารต้องแจ้งเตือนผู้ใช้เพื่อให้ตรวจสอบสถานะบัญชีได้ต่อเนื่อง โดยขั้นต่ำสุดคือการส่งสถานะทาง SMS หรืออีเมลวันละครั้งเป็นอย่างน้อย และต้องแจ้งข้อมูลรายการจ่ายให้ครบถ้วน ทั้งข้อมูลผู้รับเงิน, จำนวนเงิน, วัน/เวลา

ตอนนี้ทาง MAS อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นก่อนประกาศแนวทางนี้ อย่างไรก็ตามตัวแนวทางก็ไม่ใช่กฎหมายบังคับธนาคารโดยตรง แม้ว่า MAS จะมีอำนาจประกาศให้กลายเป็นกฎหมายได้ก็ตาม

ที่มา - Strait Times

Topics: SingaporePayment
Categories: IT News

อินเทลออก Core i3 รุ่น 8th Gen รหัส U สำหรับโน้ตบุ๊กแล้ว

Blognone - Tue, 13/02/2018 - 11:05

หลังอินเทลออก Core 8th Gen รหัส U สำหรับโน้ตบุ๊ก ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2017 แต่ยังจำกัดเฉพาะ Core i5 และ i7 สำหรับโน้ตบุ๊กรุ่นกลางบนขึ้นไป

วันนี้ อินเทลก็ออก Core i3 ที่เป็น 8th Gen ตามมา โดยมีรุ่นย่อยเดียวคือ Core i3-8130U สเปกคือ 2 คอร์ 4 เธร็ด (ลดลงจาก i5/i7 ที่เป็น 4 คอร์), สัญญาณนาฬิกาเริ่มต้นที่ 2.2GHz อัดขึ้นไปได้สูงสุด 3.4GHz, จีพียู Intel UHD 620, รองรับแรม DDR4 2400MHz, อัตราใช้พลังงาน TDP 15 วัตต์ (สเปกละเอียด)

อีกไม่นานเราคงเริ่มเห็นโน้ตบุ๊กที่ใช้ Core i3 8th Gen ทยอยเปิดตัว

ที่มา - Intel

Topics: IntelCore i3CPUProcessor
Categories: IT News

Instagram ทดสอบระบบแจ้งเตือน เมื่อมีคนแคปเจอร์หน้าจอ Stories

Blognone - Mon, 12/02/2018 - 22:18

มีผู้ใช้งาน Instagram บางส่วนพบคุณสมบัติใหม่ใน Instagram โดยเมื่อผู้ใช้ได้แคปเจอร์จับหน้าจอใน Stories ของเพื่อน ก็จะพบข้อความเตือนว่า หากมีการทำเช่นนี้ในครั้งถัดไป เจ้าของ Stories นั้นจะได้ข้อความแจ้งเตือน

ซึ่งในทางกลับกันเจ้าของ Stories ก็จะเห็นในหน้า Stories รวม โดยระบุว่าเพื่อนคนไหนที่จับหน้าจอ หรือบันทึกวิดีโอหน้าจอไปบ้างด้วย

ตัวแทนของ Instagram บอกว่าฟีเจอร์นี้ยังเป็นแค่การทดสอบ เพื่อปรับปรุงและพัฒนาประสบการณ์ใช้งาน ก่อนนำไปตัดสินใจว่าจะให้มีผลกับผู้ใช้ทุกคนหรือไม่

Snapchat ต้นแบบของ Instagram Stories ปัจจุบันมีระบบแสดงผลคล้ายแบบนี้เช่นกัน หากมีคนจับหน้าจอในหน้า Stories

ที่มา: TechCrunch

Good bye freedom to screenshot IG stories.

Categories: IT News

ปกนิตยสาร WIRED ฉบับใหม่ ใช้รูป Mark Zuckerberg สภาพโดนซ้อมอย่างหนัก (แต่ไม่ตาย)

Blognone - Mon, 12/02/2018 - 22:07

เมื่อ Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้ง Facebook เจอปัญหารุมเร้าอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตั้งแต่ก่อตั้ง Facebook มา ใครจะคาดคิดว่าโซเชียลมีเดียที่ผู้คนใช้แชร์เรื่องราวไลฟ์สไตล์ อาหารน่ากิน อ่านบทความและดูวิดีโอที่น่าสนใจ จะกลายเป็นเครื่องมือแทรกแซงทางการเมืองที่อาจเปลี่ยนผลการเลือกตั้งได้ หรือแม้แต่สามารถเป็นช่องทางแพร่ข้อมูลปลอมของชาวโรฮิงญาในพม่า จนนำไปสู่เรื่องเศร้ามากมาย

นี่จึงเป็นที่มาของภาพปก WIRED ฉบับล่าสุด คือ Mark Zuckerberg อยู่ในสภาพเหมือนโดนทำร้ายมาอย่างหนัก สะท้อนถึงสิ่งที่เขาต้องเจอ แต่เป็นภาพตัดต่อ เนื่องจาก Zuckerberg ไม่สามารถมาถ่ายรูปได้ด้วยตัวเอง Jake Rowland ผู้ออกแบบจึงใช้รูปถ่ายของ Zuckerberg ที่มีอยู่แล้วมาตัดต่อใหม่อย่างที่เห็น โดยธีมของนิตยสารฉบับนี้คืออธิบายวิกฤต Facebook ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีมานี้

Jake Rowland บอกว่าภาพที่เห็นนี้มีองค์ประกอบมาจากรูปภาพที่แตกต่างกัน 4 แบบ 2 ใน 4 รูปเป็นภาพจาก stock photos อีก 2 รูปเป็นรูปที่เขาถ่ายเอง รูปหนึ่งถ่ายนายแบบที่แต่งหน้าแบบฟกช้ำมาแล้ว และมีเพียงรูปเดียวที่เป็นรูป Mark Zuckerberg จริงๆ และนำมาออกแบบใหม่จนได้รูปนี้ เป็นการผสมความจริง-ความเท็จ ลงบนหน้าของ Zuckerberg

Jake Rowland ระบุว่าแรงบันดาลใจรูปหน้าปกมาจากช่วงเวลาที่เป็นขณะนี้ คือเส้นแบ่งระหว่าง ข้อเท็จจริง-นิยาย เอกสารจริง-เอกสารที่ถูกปลอมแปลง อะไรคือคือความจริง อะไรคือของปลอม โดยสะท้อนว่าการจัดการข้อมูลบนโซเชียล กำลังถูกนำไปใช้เพื่อบิดเบือนการรับรู้ของผู้ใช้ และส่งอิทธิพลต่อการเมืองด้วย

ที่มา - WIRED

Topics: Mark ZuckerbergWiredFacebook
Categories: IT News

เงิบ!! Xiaomi ลบทวีตหลังแฟนๆ โหวตเลือก Android One มากกว่า MIUI 9

Blognone - Mon, 12/02/2018 - 21:49

ค่อนข้างประสบความสำเร็จกับ Mi A1 สมาร์ทโฟน Android One จาก Xiaomi ที่เป็นส่วนผสมระหว่างความคุ้มค่าของ Xiaomi กับเพียวแอนดรอยด์ ซึ่งเสียงตอบรับดังกล่าวจากแฟนๆ ก็ดูจะสะท้อนออกมาบนโพลล์ในทวิตเตอร์ของ Xiaomi ด้วยที่เปิดให้ผู้ติดตามโหวตระหว่าง MIUI 9 และ Android One ก่อนที่ส่วนใหญ่จะโหวตตัวเลือกหลัง

ไม่รู้ว่าด้วยความเงิบหรือความอาย แอคเคาท์ Xiaomi ลบโพสต์นั้นทันทีที่โพลล์สิ้นสุด โดยยังคงมีกระทู้ใน Reddit เหลือเป็นหลักฐาน ขณะเดียวกันก็มีคนแคปภาพผลโพลล์เอาไว้ทัน โดยมีคนโหวตทั้งหมด 14,769 คนและกว่า 57% เลือก Android One

ที่มา - Android Police

pic.twitter.com/3j0kjkfxIX

— Raju PP (@rajupp) February 9, 2018

Topics: XiaomiAndroid OneAndroidMIUI
Categories: IT News

Cloud TPU หน่วยประมวลผล AI ของกูเกิล เปิดให้คนทั่วไปเช่าใช้งานผ่านคลาวด์แล้ว

Blognone - Mon, 12/02/2018 - 21:45

เมื่อกลางปีที่แล้ว กูเกิลเปิดตัว TPU (Tensor Processing Unit) ชิปสำหรับประมวลผล deep learning รุ่นที่สอง พร้อมจับขึ้นคลาวด์เพื่อให้คนทั่วไปใช้งาน โดยช่วงแรกยังจำกัดเฉพาะนักวิจัยเท่านั้น

เวลาผ่านมาเกือบปี Cloud TPU เปิดบริการรุ่นเบต้าบน Google Cloud Platform (GCP) สักที คนทั่วไปสามารถนำงานด้าน machine learning มาเทรนโมเดลบน Cloud TPU เพื่อเร่งความเร็วให้ได้มากขึ้น (Cloud TPU หนึ่งตัวมีสมรรถนะสูงสุด 180 tflops และแรม 64GB)

กูเกิลคุยว่าการใช้ Cloud TPU หนึ่งตัว สามารถเทรนโมเดล ResNet-50 เพื่อคัดแยกรูปภาพในคลัง ImageNet โดยได้ความแม่นยำตามที่ต้องการ โดยใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งวัน และใช้ต้นทุนไม่ถึง 200 ดอลลาร์ (รายละเอียดใน tutorial)

ราคาค่าบริการ Cloud TPU อยู่ที่ 6.5 ดอลลาร์ต่อหนึ่ง TPU ต่อชั่วโมง

ที่มา - Google Cloud Platform Blog

Topics: Google Cloud PlatformTensorFlowGoogleMachine LearningArtificial Intelligence
Categories: IT News

Google Assistant vs Alexa [ตอนจบ] กับการเดินเกมใหม่ของ Google เพื่อสู้ Amazon

Blognone - Mon, 12/02/2018 - 20:55

ผมได้เกริ่นเอาไว้ใน Google Assistant vs Alexa ตอนแรก แล้วว่างาน CES 2018 ที่ผ่านไป ได้กลายเป็นพื้นที่สงครามระหว่าง Intelligent Assistant 2 เจ้า ดูอย่างง่ายที่สุดก็จำนวนของผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวในบทความเก่า

อย่างไรก็ตามเวทีนี้กลับไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดงานโชว์หรือเปิดตัวเท่านั้น แต่ดูเหมือนจะกลายเป็นเวทีใหญ่สำหรับ Google สำหรับเดินหน้าในเกมผู้ช่วยอัจฉริยะด้วย โดยบทความนี้จะพยายามนำเสนอว่าเหตุใด Intelligent Assistant จึงกลายเป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่มีการแข่งขันสูงและภาพรวมของการแข่งขัน ก่อนจะชี้ให้เห็นถึงความพยายามไล่ตาม Amazon ของ Google ให้เป็นรูปภาพธรรมมากขึ้น ปิดท้ายด้วยสภาพของเจ้าอื่นๆ อย่างไมโครซอฟท์ แอปเปิลหรือแม้แต่ซัมซุงจะมีที่ยืนในสมรภูมินี้แค่ไหน

เมื่อเสียงกลายเป็นอินเทอร์เฟสใหม่ของคอมพิวติ้ง

ถึงแม้ระบบ Voice Recognition จะมีมานานแล้ว แต่ก็ไม่ถูกพัฒนาให้ฉลาดหรือสามารถใช้งานได้จริงมากนัก ก่อนที่แอปเปิลจะเปิดตัว Siri ในฐานะ Intelligent Assistant บน iPhone 4S เมื่อปี 2011 ทำให้เสียง ได้เริ่มกลายเป็นอินเทอร์เฟสใหม่ของคอมพิวติ้ง

แต่ด้วยข้อจำกัดด้านความสามารถของ Siri รวมถึงการไปอยู่บนสมาร์ทโฟน ที่ผู้ใช้สามารถค้นหาและทำทุกอย่างได้บนมือถืออยู่แล้ว ที่สำคัญคือการไม่กล้าสั่งด้วยเสียงในที่สาธารณะและไม่รองรับคำสั่งตลอดเวลาแต่ต้องกดปุ่มโฮมค้างเพื่อสั่ง ทำให้ Intelligent Assistant หรือการสั่งงานด้วยเสียงช่วงแรกๆ ไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้มากนัก เช่นเดียวกับ Google Now และ Cortana

อย่างไรก็ตามกรณีของ Alexa แตกต่างไปจากกรณีข้างต้น ถึงแม้ฟังก์ชันการรองรับคำสั่งช่วงแรกๆ จะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก แต่ด้วยการไปอยู่บนลำโพงที่ always-on ที่รองรับคำสั่งตลอดเวลาได้จากระยะไกลและอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวอย่างในบ้าน ทำให้ลำโพงกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบโจทย์การสั่งงานด้วยเสียงมากกว่าบนสมาร์ทโฟน

เมื่อตัวปัญญาประดิษฐ์ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รองรับคำสั่งมากขึ้นและเป็นธรรมชาติมากขึ้น การเปิดตัวเป็นรายแรกของ Amazon ก็ย่อมต้องชิงพื้นที่และส่วนแบ่งตลาดไปได้โดยปริยาย โดยรายงานจากบริษัทวิจัยตลาดหลายเจ้า ระบุตรงกันว่าปีที่แล้ว Amazon Echo ครองส่วนแบ่งในหลายๆ ประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ราว 70-76%

Google พยายามไล่ตาม Amazon ที่ครองตลาดมาตลอด

เมื่อ Amazon พิสูจน์ให้เห็นว่าลำโพงคือแพลตฟอร์มที่เหมาะสม ก็ไม่น่าแปลกหากจะมีบริษัทไอทีเจ้าอื่นๆ ลงมาเล่นตาม ที่เด่นและจริงจังที่สุดก็คงไม่พ้น Google ที่เปิดตัว Google Assistant ราวเดือนตุลาคม 2016 ก่อนตามมาด้วยฮาร์ดแวร์ Google Home ช่วงเดือนธันวาคมปีเดียวกัน ที่ตั้งใจจะชนกับ Echo และ Alexa โดยตรง

ส่วนเจ้าอื่นๆ ก็ทยอยตามกันมาไม่ขาดสาย ทั้ง Cortana (ที่ไปแจมกับ Harman Kardon), Apple HomePod นอกจากนี้ยังมี Sonos บริษัทผลิตลำโพงที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงอยู่แล้ว ยังต้องปรับตัวนำ Alexa และ Google Assistant มาใช้งาน และล่าสุดก็ลำโพงไร้สายของซัมซุงที่ยังไม่เปิดตัว

หากมองย้อนไป หลังเปิดตัว Google Home ทาง Google พยายามไล่ตาม Amazon มาตลอด ด้วยการออกผลิตภัณฑ์รุ่นย่อยๆ ตั้งแต่รุ่นเล็ก Home Mini ที่เอามาชน Echo Dot, รุ่นใหญ่ Google Home Max และล่าสุดก็ Smart Display แบบมีจอภาพ ที่เอามาแข่งกับ Echo Show

เมื่อซอฟต์แวร์เด่นกว่าแต่ยังไม่พอ Google เลยเดินเกมใหม่

ถึงแม้ Amazon Echo จะมีส่วนแบ่งตลาดที่มากกว่า แต่ในแง่ของซอฟต์แวร์แล้ว Alexa ยังถือว่าด้อยกว่า Google Assistant อยู่หลายขุม โดยจุดเด่นของ Google Assistant ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องการค้นหาข้อมูล (search) หรือตอบคำถามต่างๆ

จากงานวิจัยจาก 360i บริษัทเอเจนซี่เมื่อปีที่แล้ว ชี้ว่า Google Assistant มีแนวโน้มตอบคำถามได้มากกว่า Alexa ถึง 6 เท่า ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากฐานข้อมูลมหาศาลของ Google ร่วมกับ Knowledge Graph ขณะที่ Alexa โดดเด่นในแง่ของการค้นหาสินค้าปลีกเท่านั้น


ข้อมูลจาก 360i

เมื่อในแง่ของผลิตภัณฑ์ Google ไล่ตามทันแล้ว จากการออกฮาร์ดแวร์ที่คล้ายๆ กันและคุณภาพใกล้เคียงหรือดีกว่า แถมในแง่ซอฟต์แวร์ Google Assistant ยังทำได้ดีกว่า สิ่งที่ Google ยังตามหลังคือความนิยมและการรับรู้ของผลิตภัณฑ์ ซึ่ง Google เลือกที่เดินเกมรุกในงาน CES ครั้งนี้มากขึ้น ซึ่งที่เลือกงาน CES คงหนีไม่พ้นการเป็นฮับนิทรรศการด้านแกดเจ็ตและเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ที่มีคนมาร่วมงานมหาศาล

ที่ผ่านมาเราอาจไม่คุ้นเคยหรือไม่ค่อยได้เห็นภาพการขายผลิตภัณฑ์หรือประชาสัมพันธ์จากทาง Google มากนักโดยเฉพาะผ่านทางสื่อออฟไลน์ แต่ทว่างาน CES 2018 Google เล่นใหญ่ในการประชาสัมพันธ์ Google Assistant ไม่ว่าจะบูธขนาดใหญ่ ตู้เครื่องเล่นไปจนถึงรถไฟโมโนเรล ที่เต็มไปด้วยคำว่า “Hey, Google” เพื่อสร้างการรับรู้ (recognition) กับวลีนี้ให้มากที่สุด ไปจนถึงว่าจ้างพนักงานมาเชิญชวนให้คนที่เข้าร่วมงาน ได้เดินเข้ามาชมบูธหรืออีเวนท์ของ Google ด้วยซ้ำไป


ภาพจาก Engadget

ขณะเดียวกันหลายเดือนที่ผ่านมาผู้บริหาร Google ระบุว่าได้พูดคุยกับบริษัทสื่อหลายๆ เจ้า เพื่อชักชวนและโน้มน้าวให้มีการสร้าง Original Content ผ่านเสียงบนแพลตฟอร์มมากยิ่งขึ้น (ผู้บริหารไม่ได้ระบุว่าเป็นคอนเทนท์แบบไหน) หรือแม้แต่การเปิดบริการ Audiobook ที่สะท้อนว่า Google ไม่ได้พยายามขยายแพลตฟอร์มผ่านพาร์ทเนอร์อย่างเดียว แต่ก็พยายามดึงดูดผู้ใช้ด้วยคอนเทนท์ exclusive ต่างๆ ด้วย

สุดท้าย Alexa และ Google Assistant จะครองตลาดอยู่ 2 เจ้า

นักวิเคราะห์เมืองนอกหลายคนพูดไปในทางเดียวกันว่าสุดท้ายตลาด Intelligent Assistant จะไม่ใช่ Zero-Sum Game หรือเกมที่มีผู้ชนะเด็ดขาด แต่ Alexa และ Google Assistant จะครองตลาดร่วมกัน โดย Google จะค่อยๆ ดึงส่วนแบ่งมาจาก Amazon เรื่อยๆ อย่างน้อยๆ เทรนด์นี้ก็เริ่มเห็นเค้าลางจากช่วงเทศกาลปลายปีที่แล้ว

ขณะที่ความสามารถของ Alexa และ Google Assistant จะมีการพัฒนาเข้าหากันเพื่อแก้จุดอ่อนของตัวเองมาอ่อน กล่าวคือ Alexa ก็จะถูกปรับปรุงให้ตอบคำถามหรือค้นหาได้ฉลาดมากขึ้น ไปจนถึงการที่ Amazon ไปจับมือกับไมโครซอฟท์ก่อนหน้านี้ ในการนำ Alexa ไปทำงานร่วมกับ Cortana ก็ดูจะเป็นยุทธศาสตร์ปิดจุดอ่อนข้างต้นด้วยเช่นกัน ซึ่งเราก็อาจได้เห็นวิธีการนี้ได้อีกในอนาคต

ด้าน Google Assistant ก็จะสามารถค้นหาสินค้าปลีกได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะได้เห็นการจับมือกับพาร์ทเนอร์อย่าง Walmart มากยิ่งขึ้น

แล้ว Siri, Cortana และ Bixby ล่ะ?

แน่นอนพื้นที่ว่างที่เหลืออันน้อยนิดก็จะเป็นของผู้เล่นที่มาทีหลังและเทคโนโลยีไม่มีความโดดเด่นหรือตาม 2 เจ้าแรกไม่ทันทั้ง Cortana, Siri และ Bixby ของซัมซุง

ในรณีของ Cortana ถึงแม้ไมโครซอฟท์จะประกาศการเป็นพาร์ทเนอร์กับหลายๆ บริษัทอาทิ IFTTT, Honeywell Lyrics, TP-Link, Geenii เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นพาร์ทเนอร์ที่ซัพพอร์ทการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT กับ Cortana แต่ตราบเท่าที่ Cortana ยังไม่มีฮาร์ดแวร์ลำโพงมารองรับ (ตอนนี้มีเพียง ลำโพง Harman Kardon และ Thermostat) ก็อาจจะเป็นเรื่องยากที่ไมโครซอฟท์จะดึงโมเมนตัมมาจาก 2 เจ้าข้างต้น

อย่างไรก็ตาม Andrew Shuman รองประธานฝั่งวิศวกรรม Cortana ของไมโครซอฟท์ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าบริษัทมองเกมนี้ในระยะยาวและยังไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ส่วนแผนการณ์ตอนนี้ของไมโครซอฟท์คือวางรากฐานให้กับ Cortana ไปก่อน (พัฒนา SDK และหาพาร์ทเนอร์)

ด้าน Siri ที่เพิ่งก้าวขาออกมาจาก iPhone และ MacBook เป็นครั้งแรกบน HomePod ที่เพิ่งเริ่มวางขาย ถึงแม้จะมาทีหลังและความสามารถของ Siri ก็ขึ้นชื่ออยู่แล้วว่าทำอะไรไม่ได้มากนัก แต่การผลักดัน HomeKit ของแอปเปิลที่ผ่อนปรนเงื่อนไขด้านความปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงความแข็งแกร่งของ ecosystem ของแอปเปิล หากแอปเปิลเปิดให้ Siri ทำงานอยู่บนลำโพงหรือผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตรายอื่นด้วย ก็น่าจับตาว่า Siri จะมีที่ทางในการแข่งขันนี้มากน้อยแค่ไหน

แบรนด์ Intelligent Assistant ทั้ง 4 เจ้าข้างต้นที่กล่าวไปแล้ว (Amazon, Google, Microsoft, Apple) จะอยู่ในบริบทของตลาดในสหรัฐและยุโรปเป็นหลัก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีบริการรองรับ, มีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายและเป็นตลาดที่ค่อนข้างเติบโตแล้ว แต่ถ้าพูดถึงประเทศอื่นๆ นอกสหรัฐและยุโรป Bixby ของซัมซุงดูจะมีศักยภาพไม่ใช่น้อย จากข้อได้เปรียบของซัมซุงที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแทบจะทุกอย่าง รวมถึงทำตลาดอยู่ทั่วโลก แต่ข้อเสียก็น่าจะหนีไม่พ้นการไม่รองรับอุปกรณ์อื่นๆ นอกเหนือจากซัมซุงเท่านั้น

ส่วนว่าจะมีคนใช้มากน้อยแค่ไหน ก็น่าจะอยู่ที่ความสามารถของ Bixby เป็นหลักแล้วเท่านั้น (อ่านบทความ เก็บตก SDC 2017 กับความพยายามครั้งใหม่ของซัมซุงสู่โลก Connected Device เพิ่มเติม)

สรุป

เกมนี้ค่อนข้างเป็นรูปเป็นร่างแล้วว่าน่าจะเสร็จ Echo และ Google Assistant สองเจ้าที่ทั้งมาก่อนและต่างมีความโดดเด่นของตัวเอง ปัญหาก็จะไปตกอยู่กับคู่แข่งที่เหลือ ว่าจะสามารถสร้างความโดดเด่นและแตกต่างแค่ไหน ซึ่งปัญหาหลักๆ
ที่ทั้ง 3 รายที่เหลืออย่าง Cortana, Siri และ Bixby มีเหมือนกันคือข้อจำกัดในการตอบคำถามหรือรับคำสั่งที่น้อยกว่า

เมื่อปัจจัยสำคัญของอินเทอร์เฟสในการสั่งงานด้วยเสียง คือความสามารถในการตอบคำถามหรือรับคำสั่ง เจ้าไหนที่ไม่สามารถพัฒนาจนตอบโจทย์ผู้ใช้ได้สุดท้ายก็ไม่มีคนใช้และไปไม่รอด ถึงแม้จะบังคับหรือฝังมาไว้ในอุปกรณ์มากน้อยแค่ไหนก็ตาม

อ้างอิง - Quartz, Tom's Guide, Digiday, GeekWire

Topics: Google AssistantAlexaAmazon EchoGoogle HomeArtificial IntelligenceSpecial Report
Categories: IT News

"คุกกี้เสี่ยงทาย" น่าจะเป็นเพลงไทยที่ถูกเล่นบน Spotify ครบ 1,000,000 ครั้งเร็วที่สุด

Blognone - Mon, 12/02/2018 - 20:38

Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย จากวง BNK48 หนึ่งในเพลงยอดนิยมที่สุด ณ เวลานี้ ได้ถูกเล่นบน Spotify แพล็ตฟอร์มสำหรับการสตรีมมิ่งเพลงชื่อดังทะลุ 1,000,000 ครั้งแล้วในวันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2018)โดยน่าจะเป็นเพลงไทยที่ถูกเล่นครบหนึ่งล้านครั้งในระยะเวลาที่สั้นที่สุด โดยใช้เวลาราวๆ 2 เดือนครึ่งเท่านั้น

แทร็คเพลง Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย (เพลงเดี่ยว) ถูกนำขึ้น Spotify ในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2017 เปิดตัวด้วยการเป็นอันดับที่ 50 เพลงที่ถูกเล่นมากที่สุดในประเทศไทยในสัปดาห์แรกที่เปิดตัว ก่อนที่จะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และครองแชมป์เพลงที่ถูกเล่นมากที่สุดประจำสัปดาห์ของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 18 มกราคม 2018

ส่วนแทร็คเพลง Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย ที่อยู่ใน ซิงเกิ้ล “Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย” ซึ่งถูกนำขึ้น Spotify ในวันที่ 15 ธันวาคม 2017 ถูกเล่นไปแล้วราว 25,000 ครั้ง

อนึ่ง Koisuru Fortune Cookie คุกกี้เสี่ยงทาย ไม่ใช่เพลงไทยเพลงแรกที่ถูกเล่นบน Spotify เกิน 1,000,000 ครั้ง เพราะก่อนหน้านี้ รักตัวเอง ของ Room 39 ก็ได้ถูกเล่นเกินหนึ่งล้านครั้งไปก่อนหน้านี้แล้ว เพลงนี้ถูกนำขึ้น Spotify ในวันที่ 15 สิงหาคม 2017 (Spotify ประเทศไทยเปิดให้บริการวันแรกในวันที่ 22 สิงหาคม 2017) แต่ รักตัวเอง ต้องใช้เวลากว่า 5 เดือนถึงจะถูกเล่นครบหนึ่งล้านครั้ง โดยในขณะนี้ รักตัวเอง ถูกเล่นไปแล้วกว่า 1,122,500 ครั้ง

ทั้งนี้ สถิติดังกล่าวมาจากการสังเกตและค้นหาข้อมูลของผู้เขียน และ ไม่ใช่ข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก Spotify

ที่มา: Spotify Charts

Topics: SpotifyThailandBNK48
Categories: IT News

กลาโหมสิงคโปร์ประกาศโครงการทหารเกณฑ์ไซเบอร์ ทำงานพร้อมเก็บหน่วยกิตปริญญา

Blognone - Mon, 12/02/2018 - 19:53

กระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ (Ministry of Defence - MINDEF) ประกาศแผนการรับสมัครทหารเกณฑ์ประเภทใหม่ คือทหารไซเบอร์ โดยจะแบ่งเป็นสองระดับ คือการเกณฑ์ไซเบอร์ปกติ หรือ Cyber Operator ประจำหน่วยสองปี และ Cyber Specialist จะยืดระยะเวลาประจำการไปเป็น 3-4 ปี

ช่วงสองปีแรก ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับเงินเดือนเหมือนทหารเกณฑ์ตามปกติ แต่ผู้ที่เลือกจะร่วมโครงการ Cyber Specialist จะได้รับสิทธิพิเศษ คือ มีช่วงเวลาสำหรับลงเรียนวิชาด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์เพิ่มเติม และเป็นการเก็บหน่วยกิตสำหรับปริญญาตรีด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไปด้วย นอกจากนี้ช่วงเวลาประจำการที่เกิน 2 ปีแรกจะได้รับ "เงินเดือนเต็ม" และโอกาสในการเลื่อนยศไปจนถึงจ่าสิบตรี (first sergeant)

Cyber Operator จะทำหน้าที่พื้นฐานเช่นการมอนิเตอร์ระบบ และการวิเคราะห์พื้นฐาน ขณะที่ Cyber Specialist จะทำงานระดับสูงเช่น การทดสอบเจาะระบบ, การวิเคราะห์มัลแวร์, และการตรวจหลักฐานไซเบอร์

คาดว่าทางกองทัพจะรับ Cyber Operator ประมาณ 60 คน ส่วน Cyber Specialist จะรับ 50-70 คน ก่อนจะขยายไปจนถึง 80-90 คน ในปีต่อๆ ไป

ที่มา - Strait Times, Channel News Asia

Topics: SingaporeSecurity
Categories: IT News

จีนก็โดนด้วย เว็บวิดีโอของจีนโดนรัฐสืบสวน เพราะเจอคลิปการ์ตูนที่ไม่เหมาะกับเด็ก

Blognone - Mon, 12/02/2018 - 18:39

ไม่เพียง YouTube ที่เจอปัญหาคอนเทนต์ไม่เป็นมิตรกับเด็ก แพลตฟอร์มวิดีโอของจีนก็เจอเหมือนกัน และกำลังอยู่ระหว่างสืบสวนด้วย โดยสำนักงานด้านสื่อลามกอนาจารส่วนหนึ่งในหน่วยข่าวกรองของจีน, สื่อแห่งรัฐ เรียกรวมกันว่า SARFT กำลังสืบสวนแพลตฟอร์มวิดีโอ Youku ในเครืออาลีบาบา, iQiyi และ Tencent ในข้อหามีคลิปตัวการ์ตูน Peppa Pig และ เอลซ่าในหนังเรื่อง Frozen อยู่ในสภาพโชกเลือดและน่าสยดสยอง นอกจากนี้ยังสืบสวน Haokan แอพวิดีโอของ Baidu ด้วย

การ์ตูนเจ้าปัญหานี้มาจาก บริษัท Guangzhou Yijun Trading ได้เซ็นสัญญากับ Youku และ iQiyi ในปี 2016 เพื่อแสดงการ์ตูนในเว็บไซต์โดยใช้ชื่อการ์ตูนว่า "Happy Disney" ซึ่งทำกำไรได้มากกว่า 2.2 ล้านหยวน (ประมาณ 347,000 ดอลลาร์) ทางบริษัทออกมาขอโทษที่ทำวิดีโอน่ากลัวออกมา และยอมรับว่าทำไปเพื่อต้องการทราฟิก ซึ่งไม่ได้คาดคิดว่าอาจมีเด็กนำไปทำตามจนเป็นอันตรายได้

ความเคลื่อนไหวเรื่องเนื้อหาเด็กของประเทศจีนเกิดขึ้นในช่วงเดียวกันกับที่ YouTube ก็เจอปัญหานี้ด้วยเช่นกัน


ภาพจาก iQiyi

ที่มา - South China Morning Post

Topics: ChinaTencentYoukuBaidu
Categories: IT News

Overwatch League ซีซั่น 2 เล็งขยายลีกเพิ่มทีมนอกอเมริกา แต่ยังมีโจทย์ใหญ่ที่ต้องแก้

Blognone - Mon, 12/02/2018 - 18:27

หลังจากปิดฉากสเตจ 1 ของการแข่งขัน Overwatch League ไปได้อย่างดงาม ESPN ได้มีรายงานถึงความพยายามของ Overwatch League ที่ต้องการหาทีมมาซื้อสิทธิ์เข้าแข่งขันเพิ่มสำหรับซีซั่น 2 โดยเล็งเป้าไปที่ทีมจากยุโรปและเอเชีย แต่ Overwatch League ต้องหาวิธีการใหม่ๆ ในการเจาะตลาด และความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนที่ต้องการจะเข้ามาร่วมซื้อสิทธิ์ในลีกนี้

แหล่งข่าวได้กล่าวกับ ESPN ว่า แม้จะเปิดลีกไปได้แค่ 3 เดือน แต่ Overwatch League มีรายได้ทะลุตัวเลขที่คาดการณ์เอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ซึ่งสูงกว่าตัวเลขที่วางแผนไว้ตอนแรกถึงเกือบสี่เท่า โดยรายได้ของลีกนั้นมาจาก ดีลการถ่ายทอดสดผ่าน Twicth เป็นเวลา 2 ปี มูลค่า 90 ล้านดอลลาร์ ดีลสปอนเซอร์ระยะเวลา 2 ปี จาก HP Omen มูลค่า 17 ล้านดอลลาร์ และ Intel 10 ล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังมีสปอนเซอร์รายอื่นๆ ที่เข้ามาเพิ่มเติมหลังจากเปิดลีกแล้วอย่าง T-Mobile, Toyota และ Sour Patch Kids รวมถึงการขายเสื้อและสินค้าอื่นๆ จากรายได้ทั้งหมดที่ได้รับนี้ คาดการณ์ว่า ทั้ง 12 ทีมที่จ่ายเงินซื้อสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ อาจจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าเร็วกว่าที่คิด

ความท้าทายถัดไปของ Overwatch League คือการหาทีมจากนอกสหรัฐอเมริกามาซื้อสิทธิ์การแข่งขัน ซึ่งในขณะนี้มีเพียง Shanghai Dragon เพียงทีมเดียวเท่านั้นที่เป็นทีมจากต่างชาติ เพราะ Seoul Dynasty และ London Spitfire นั้นเป็นทีมจากบริษัทที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดย Overwatch League ตั้งเป้าดึงทีมจากยูโรปและเอเชียให้มาซื้อสิทธิ์ในซีซั่นสอง ซึ่งเป้าหมายของพวกเขาคือ ทีมจากยุโรป 1 ทีม และ ทีมจากเอเชีย 2 ทีม

ปัญหาสำหรับการดึงทีมจากต่างชาติเข้ามาร่วมซื้อสิทธิ์แข่งขันจากทั้งสองโซนนี้ก็แตกต่างกัน สำหรับยุโรป นักลงทุนจากยุโรปนั้นต้องการความแน่นอน ความปลอดภัย และประวัติผลงานที่ดีก่อนที่จะตัดสินใจจ่ายเงินออกไป ซึ่งแตกต่างกับนักลงทุนจากอเมริกาที่กล้าเสี่ยงมากกว่า ดังนั้น สิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด สำหรับการหาทีมจากยุโรปคือ การเล็งไปที่นักลงทุนอเมริกันที่มีทีมฟุตบอลในต่างประเทศแทน

ส่วนในฝั่งเอเชีย นักลงทุนที่สนใจใน eSports อาจจะยังไม่มีแรงจูงใจมากพอที่จะทำทีมเข้าร่วม Overwatch League อย่างเช่นในเกาหลีใต้ ชื่อแบรนด์ที่สนับสนุน eSports ที่เราได้ยินอยู่บ่อยๆ อย่าง SK Telecom, CJ Entus และ KT Rolster นั้นไม่ได้วางขายสินค้าของพวกเขานอกประเทศ ดังนั้น ลีกการแข่งขันในระดับโลกนั้นจึงไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขายให้กับพวกเขาแต่อย่างใด และ การที่ Blizzard ตัดสินใจ ยกเลิกการแข่งขันรายการ APEX ในเกาหลีใต้ก็น่าจะก่อให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีสำหรับนักลงทุนกับเกม Overwatch

สำหรับในประเทศจีน ถึงแม้จะมีผู้เล่นและผู้ชมจำนวนมากมาย แต่นักลงทุนที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมลีกก็กลัวความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ หรือ มีประวัติที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนักในการบริหารจัดการในการทำ eSports อื่นๆ

และอีกหนึ่งกำแพงใหญ่ที่ขวางทีมจากยุโรปและเอเชียให้ไม่กล้าซื้อสิทธิ์เข้าร่วมในซีซั่นถัดไป คือ ราคาค่าสิทธิ์เข้าร่วมที่แพงขึ้นกว่าซีซั่นแรก ซึ่ง Blizzard ได้ประกาศเรื่องนี้ไปเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แหล่งข่าวเผยว่าตัวเลขที่จะต้องจ่ายสำหรับซีซั่นสองอาจจะสูงถึง 35-60 ล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ทั้งนี้ ต้องมาจับตาดูกันต่อไปว่า Overwatch League จะสามารถหาทีมจากนอกอเมริกามาเข้าร่วมเพิ่มเติมได้มากแค่ไหนในซีซั่นถัดไป

ที่มา: ESPN

Topics: OverwatchOverwatch LeagueeSportESPN
Categories: IT News

ตัดขาดความสัมพันธ์ แบงค์ชาติ "ขอความร่วมมือ" สถาบันการเงินไม่ให้บริการเงินคริปโต

Blognone - Mon, 12/02/2018 - 16:21

วันนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศถึงสถาบันการเงินทุกแห่งไม่ให้ทำธุรกรรมหรือมีส่วนร่วมสนับสนุนการทำธุรกรรมเงินคริปโต

ประกาศขอความร่วมมือสถาบันการเงินในไม่ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับเงินคริปโต 5 กรณี

  1. เข้าไปลงทุนซื้อขายเงินคริปโต ไม่ว่าจะลงทุนเองหรือลงทุนให้ลูกค้า
  2. ให้บริการแลกเปลี่ยนเงินคริปโต
  3. สร้างแพลตฟอร์มให้ลูกค้าเข้าถึงเงินคริปโต
  4. อนุญาตให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตซื้อเงินคริปโต
  5. สนับสนุนหรือให้คำปรึกษาการลงทุนเงินคริปโต

นอกจากการห้ามเหล่านี้แล้วประกาศยังให้สถาบันการเงินเฝ้าระวังการใช้บัญชีที่เกี่ยวข้องกับเงินคริปโตทั้งเงินฝากและสินเชื่อ

ท่าทีเช่นนี้นับเป็นท่าทีที่แข็งกร้าวที่สุดของธนาคารแห่งประเทศไทย นับแต่การสั่งระงับการซื้อขายบิตคอยน์เมื่อปี 2013 โดยหลังจากนั้นกลับมาอนุญาตให้ซื้อขายได้

note: เวอร์ชั่นแรกของข่าวนี้ไม่ได้ระบุถึงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดทางให้ซื้อขายเงินคริปโตได้ในปี 2014 ผมพบว่าบางคนอาจสับสนจึงเพิ่มเข้ามาภายหลัง

ที่มา - ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ธปท.ฝนส.(23)ว. 276/2561

Topics: Bank of ThailandCryptocurrency
Categories: IT News

การยอมแพ้ของ Uber ในคดีกับ Waymo สะท้อนท่าทีประนีประนอมของซีอีโอใหม่ Uber

Blognone - Mon, 12/02/2018 - 16:02

Uber กับ Waymo อยู่ระหว่างงัดข้อกันมานานกรณีขโมยความลับทางการค้ารถยนต์ไร้คนขับ ล่าสุดกลายเป็นว่า Uber ภายใต้การควบคุมของซีอีโอใหม่ Dara Khosrowshahi ยอมความ แม้ดูเหมือนเป็นความพ่ายแพ้ แต่มีการวิเคราะห์ว่านี่เป็นชัยชนะเล็กๆ ของ Uber ที่มีเป้าหมายจะเข้า IPO ในอนาคตอันใกล้นี้

Dara Khosrowshahi เข้ามารับตำแหน่งซีอีโอใหม่ Uber ภายใต้ภารกิจฟื้นฟูองค์กรท่ามกลางมรสุมรุมเร้า ทั้งวัฒนธรรมองค์กร เรื่องเพศ การปะทะกับกฎหมายท้องถิ่น โดยหลายเดือนที่ผ่านมา Khosrowshahi เดินทางไปทั่วโลกเพื่อเจรจาข้อกฎหมาย, ยังมีการออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการกรณีข้อมูลรั่วไหลครั้งใหญ่ในอดีต, แต่งตั้งบุคลากรใหม่ด้านปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรและด้านกฎหมายเข้ามา การยอมความกับ Waymo นี้ ก็ถือเป็นกลยุทธ์ล่าสุดของภารกิจฟื้นฟูองค์กร เคลียร์ประวัติด่างพร้อยทั้งหมดของ Uber


ภาพจาก Twitter Dara Khosrowshahi

ในการพิจารณาคดี Khosrowshahi ไม่ได้มีท่าทีดึงดันแข็งกร้าว โดยเป็นฝ่ายขอยอมความโดยจะจ่ายค่าเสียหายเป็นหุ้น Uber จำนวน 0.34% ให้กับ Alphabet (ราว 245 ล้านดอลลาร์) ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ไม่ร้ายแรงมากเท่าที่กูเกิลเรียกร้องในตอนแรก

Jim Pooley ผู้เชี่ยวชาญด้านความลับทางการค้าที่ติดตามคดีดังกล่าว บอกว่า การฟ้องร้องของ Waymo คือไม่ได้ต้องการเงิน เพราะ Waymo มีทุกสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว โฆษก Waymo ระบุว่าต้องการรักษาทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทเอาไว้ การตัดสินคดีจึงอาจเป็นผลประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย (Alphabet เจ้าของ Waymo ก็เป็นหนึ่งในผู้ลงทุน Uber ด้วยเหมือนกัน) นอกจากนี้ยังมีปฏิกิริยา Chris Sacca เจ้าของบริษัทลงทุน Lowercase Capital ซึ่งได้ลงทุนใน Uber ตั้งแต่ช่วงแรกๆ โพสต์ Twitter ว่า นี่คือสิ่งที่ผู้นำแท้จริงควรทำ ยอมรับ ขอโทษ และมุ่งมั่นต่อไป

Read this statement from @dkhos. This is what real leadership looks like. Acknowledgement, apology, commitment, optimism. https://t.co/quFsjhdI0S

— Chris Sacca (@sacca) 9 กุมภาพันธ์ 2561

Khosrowshahi ระบุในการแถลงการณ์ว่า Alphabet ถือเป็นพาร์ทเนอร์, เป็นนักลงทุนที่สำคัญใน Uber และเรามีความเชื่ออย่างลึกซึ้งในด้านเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น แน่นอนว่าเราเป็นคู่แข่งด้วย และในขณะที่เราจะไม่เห็นด้วยกับทุกสิ่งที่ก้าวไปข้างหน้าเราเห็นพ้องกันว่าการซื้อกิจการของ Otto ของ Uber ควรได้รับการจัดการที่ต่างจากแนวทางที่ได้ทำลงไป

ที่มา - The New York Times, TechCrunch, Bloomberg

Topics: Dara KhosrowshahiUberWaymo
Categories: IT News

เกิดเหตุ AirPods ลุกไหม้ในฟลอริด้า, แอปเปิลทราบเรื่องและตรวจสอบแล้ว

Blognone - Mon, 12/02/2018 - 15:59

ข่าวนี้เก่าเล็กน้อยเพราะเกิดตั้งแต่ช่วงปลายสัปดาห์ที่แล้ว จากการที่ Jason Colon ผู้ใช้ AirPods ในฟลอริด้าอยู่ๆ พบว่า AirPods ข้างหนึ่งของตัวเองติดไฟและลุกไหม้ขึ้นมาขณะกำลังใส่วิ่งออกกำลังกาย ก่อนที่เจ้าตัวจะพบว่า AirPods แตกออก พลาสติกมีรอยความเสียหายจากความร้อนและชิ้นส่วนภายในหลุดออกมา

Colon ระบุว่าเขาคาดว่าน่าจะเกิดจากแบตเตอรี่ ส่วนด้านโฆษกของแอปเปิลแจ้งว่าทราบเรื่องและตรวจสอบแล้ว และจะติดต่อ Colon ทันทีที่มีข้อมูลอัพเดต

ที่มา - WFLA via MacRumors

Topics: AirPodsApple
Categories: IT News
Syndicate content