IT News

Mozilla แนะนำส่วนขยายเพื่อความปลอดภัยบน Firefox แต่มีส่วนขยายหนึ่งในนั้นถูกกล่าวหาว่าเก็บข้อมูลผู้ใช้

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 20:39

Mozilla ได้ออกคำแนะนำในการเลือกใช้งานส่วนขยายเพื่อความปลอดภัยบน Firefox แต่มีผู้รายงานว่ามีส่วนขยายหนึ่งชื่อ Web Security ที่อยู่ในคำแนะนำนั้นมีปัญหาเรื่องความเป็นส่วนตัว เนื่องจากเก็บ URL ของเว็บไซต์ที่เข้าใช้งาน และส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท

Web Security มีความสามารถในการบล็อคเว็บไซต์ phishing หรือเว็บไซต์อันตรายต่าง ๆ ได้ แต่ Raymond Hill นักพัฒนาส่วนขยายที่ใช้บล็อกเว็บอีกราย uBlock Origin บอกว่า Web Security จะคอยเก็บและส่งข้อมูลเว็บไซต์ที่ผู้ใช้เข้าใช้งานกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ในประเทศเยอรมนี

หลังจากทราบข้อมูลแล้ว ทาง Mozilla ก็ได้ลบ Web Security ออกจากคำแนะนำในเว็บไซต์ ซึ่งโฆษกของ Mozilla บอกว่าตอนนี้กำลังสอบสวนเรื่องดังกล่าวอยู่

ส่วน Creative Software Solutions โดยกรรมการผู้จัดการ Fabian Simon บอกว่าการเก็บข้อมูลเว็บไซต์ของส่วนขยายก็เพื่อตรวจสอบกับรายชื่อเว็บไซต์ในบัญชีดำเท่านั้น ไม่ได้เป็นการติดตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้แต่อย่างใด และเตรียมส่งส่วนขยายเวอร์ชันใหม่ให้ตรวจสอบเพื่อความมั่นใจ

ที่มา - The Register, Mozilla


ภาพจาก Mozilla

Topics: MozillaFirefoxPrivacy
Categories: IT News

กูเกิลเผย มีมือถือ Android Go วางขายมากกว่า 200 รุ่นทั่วโลก รุ่นถูกที่สุดประมาณ 1 พันบาท

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 20:39

ในประกาศ Android Pie (Go Edition) กูเกิลยังเผยสถิติของสินค้าที่ใช้ Android Go ว่ามีมากกว่า 200 รุ่น วางขายใน 120 ประเทศทั่วโลก

เกือบทั้งหมดของมือถือ Android Go ที่กูเกิลยกตัวอย่างมา เป็นยี่ห้อในประเทศกำลังพัฒนาที่เราอาจไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน (มีเพียง Nokia 1 เท่านั้นที่ขายในไทย) เช่น Lava, Itel, Mobicell, Symphony, Cherry Mobile, Advan, Blackview, Micromax, Doogee, Starlight เป็นต้น ส่วนราคาขายก็มีตั้งแต่ 30 ดอลลาร์หรือประมาณ 1,000 บาทเท่านั้น

กูเกิลยังบอกว่ามีผู้ผลิตอีกกว่า 100 รายเตรียมวางขาย Android Go ภายในสิ้นปีนี้ นั่นแปลว่าเราจะได้เห็นสินค้า Android Go ออกสู่ตลาดอีกมาก ซึ่งก็น่าจะหมายถึงความสำเร็จของ Android Go ตามที่กูเกิลต้องการ หลังจากไม่บรรลุเป้าหมายกับ Android One มากนัก

ที่มา - The Keyword

Topics: Android GoAndroidMobileGoogle
Categories: IT News

[ข่าวลือ] Google กำลังพัฒนา AI สำหรับอุปกรณ์สวมใส่ ช่วยแนะนำเรื่องการออกกำลังกาย

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 20:35

เว็บไซต์ Android Police อ้างข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวว่าตอนนี้ Google กำลังพัฒนาปัญญาประดิษฐ์สำหรับอุปกรณ์สวมใส่ โดยใช้ชื่อว่า "Google Coach" โดยจะช่วยแนะนำผู้ใช้เรื่องการออกกำลังกายและการควบคุมอาหาร

แหล่งข่าวระบุว่า Google Coach ซึ่งตอนนี้มีชื่อชั่วคราวใช้เรียกกันเป็นการภายในว่าโครงการ "Google Wooden" นี้จะไม่ใช่แค่ระบบซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่แค่ติดตามกิจกรรมการออกกำลังกายของผู้ใช้ แต่มันจะเก็บข้อมูลประวัติการทำกิจกรรมต่างๆ จากนั้นจึงประเมินข้อมูลสภาพร่างกายของผู้ใช้ด้วยข้อมูลที่มี แล้วจึงให้คำแนะนำเพื่อวางแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสม เสมือนกับมีเทรนเนอร์ส่วนตัวมาให้คำแนะนำกันจริงๆ

นอกเหนือจากเรื่องการควบคุมและวางแผนกิจรกรรมออกกำลังกายแล้ว Google Coach ยังช่วยให้คำแนะนำเรื่องการควบคุมอาหารการกินด้วย ข้อมูลที่ Google Coach ใช้อาจมีทั้งตารางงานจากปฏิทิน, พิกัดตำแหน่งของผู้ใช้ และข้อมูลอื่นๆ เป็นต้นว่า Google Coach จะเรียนรู้ว่าวันใดบ้างที่ผู้ใช้ต้องออกนอกบ้าน ก็จะแนะนำร้านอาหารที่จะเสริมสร้างโภชนาการที่ดีให้ผู้ใช้ หรือหากมันเรียนรู้ว่าผู้ใช้จะปรุงอาหารทานเองที่บ้าน ก็อาจจะแนะนำสูตรการปรุงอาหารพร้อมส่งอีเมลรายการวัตถุดิบที่จะต้องซื้อเพื่อการปรุงเมนูอาหารนั้นๆ ได้ด้วย

นอกจากนี้ Google Coach จะให้คำแนะนำและแจ้งเตือนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพพลานามัย เป็นต้นว่า ปริมาณน้ำดื่มที่ควรดื่มในแต่ละวัน, การแจ้งเตือนให้ทานยาตามเวลา, การนอนหลับพักผ่อน

แหล่งข่าวนิรนามยังให้ข้อมูลเพิ่มด้วยว่า Google ตั้งใจจะพัฒนา Google Coach ให้มีวิธีการสื่อสารแจ้งเตือนผู้ใช้ในลักษณะที่ใกล้เคียงกับบทสนทนาตามปกติของคน มากกว่าจะส่งเป็นข้อความแจ้งเตือนแต่ละเรื่องซึ่งจะมีจำนวนมากมายจนดูรกและยุ่งเหยิงไปหมด

ในเบื้องต้น Google จะพุ่งเป้าในการพัฒนา Google Coach เพื่อให้ใช้งานสำหรับอุปกรณ์สวมใส่ เช่น นาฬิกาอัจฉริยะ หรือสายรัดข้อมือ แต่แน่นอนว่า Google มีแผนที่จะทำให้ Google Coach สามารถใช้งานบนแพลตฟอร์มอื่นได้ด้วยในภายหลัง

ที่มา - Android Police

Topics: GoogleArtificial IntelligenceWearable ComputingFitnessRumor
Categories: IT News

LINE เปิดตัว LINE Ads platform ให้เอเจนซี่ลงโฆษณาบน Timeline ได้เองผ่านเว็บไซต์

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 18:17

LINE ประเทศไทยเปิดตัว LINE Ads platform หรือ LAP เป็นเครื่องมือใหม่เป็นช่องทางเว็บไซต์ของ LINE ที่ช่วยให้นักการตลาด เอเจนซี่โปรโมท ลงโฆษณาสินค้าบน Timeline ได้เอง

นรสิทธิ์ สิทธิเวชวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายขายและสื่อโฆษณาของ LINE ระบุว่า ปัจจุบันหน้าไทม์ไลน์ของ LINE มียอดเพจวิว 1,000 ล้านครั้งต่อเดือน และการซื้อโฆษณาใน LINE ที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นระดับองค์กร และคาดหวังว่า LAP จะช่วยให้ LINE เข้าถึงธุรกิจรายย่อยมากขึ้น ในการเปิดตัว LAP นี้ ทาง LINE ได้ทำงานร่วมกับเอเจนซี่หลายเจ้า เบื้องต้นตัว LAP จะให้ลงโฆษณาเฉพาะไทม์ไลน์ก่อน และในไตรมาสสี่จะเพิ่ม LAP ใน LINE Today และ More Tabs ด้วย

นรสิทธิ์ ระบุเพิ่มเติมว่า LAP ทดลองเปิดมาได้สามเดือนแล้ว และยืนยันว่าให้แค่เอเจนซี่เท่านั้นมาใช้งาน ไม่เปิดพับลิคให้ใครก็ได้มาลง เพราะอาจเกิดความเสียหายได้ เช่น แบรนด์สินค้าไม่ได้มาตรฐาน

LAP สามารถกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้โดยใช้ข้อมูล อายุ เพศ ระบบปฏิบัติการ ความสนใจ 19 ชนิด สถานที่ตามภูมิภาค(ไม่ได้แบ่งเป็นจังหวัด)

หน้าตาของเว็บไซต์ LAP

LAP เป็นเครื่องมือลงโฆษณาที่มีอยู่แล้วในญี่ปุ่น

Topics: LINEAdvertisementThailand
Categories: IT News

[ลือ] Amazon กำลังเจรจาซื้อโรงภาพยนตร์ในอเมริกา ไว้ฉายคอนเทนต์ตนเอง

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 16:00

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า Amazon กำลังเจรจาเพื่อขอซื้อกิจการ Landmark Theatres บริษัทที่เป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์มากกว่า 50 แห่งในอเมริกา โดย Landmark Theatres มีเจ้าของคือ Mark Cuban มหาเศรษฐีนักลงทุนชื่อดัง

การที่ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งภาพยนตร์ลงมาซื้อโรงภาพยนตร์เองไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวว่า Netflix เคยเจรจาขอซื้อกิจการ Landmark Theatres เช่นกัน แต่ดีลไม่เกิดขึ้นเนื่องจากราคาเสนอขายสูงเกินไป อย่างไรก็ตามราคาที่สูงอาจไม่ใช่ปัญหาของ Amazon ที่มีธุรกิจอื่นรองรับอยู่ด้วย

Amazon มีการลงทุนในธุรกิจผลิตคอนเทนต์สำหรับสตรีมมิ่งในวงเงินที่สูงไม่แพ้ Netflix โดยปีนี้อยู่ราว 4,500 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Netflix มีแผนลงทุนราว 6,000 ล้านดอลลาร์

ประเด็นของผู้ผลิตเนื้อหาบนสตรีมมิ่งกับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดนั้นมีมาระยะหนึ่งแล้ว Netflix มีท่าทีชัดเจนว่าภาพยนตร์ที่ผลิตจะไม่มีการฉายในโรงภาพยนตร์ก่อนลงสตรีมมิ่ง (กรณีดีที่สุดคือฉายพร้อมกัน) จนทำให้บริษัทต้องถอนตัวจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ขณะที่ Amazon ยังยอมทำตามธรรมเนียมอุตสาหกรรม โดยลงโรงฉายก่อน และทำให้ Manchester by the Sea ได้ 2 รางวัลออสการ์ไปในปี 2017

ที่มา: Bloomberg

Topics: Amazon Prime VideoAmazonRumorsMovie
Categories: IT News

Motorola ประกาศมือถือ 8 รุ่น ได้ไปต่อกับ Android 9 Pie

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 12:45

หลังจาก Motorola ออกมือถือซีรีส์ใหม่ Moto P30 จากนั้นไม่นานก็มีประกาศข่าวดีให้กับผู้ใช้มือถือ Moto ว่าจะมีถึง 8 รุ่น ที่ได้ไปต่อกับ Android 9 Pie ซึ่งรายชื่อมือถือดังกล่าว มีดังต่อไปนี้

  • Moto Z3
  • Moto Z3 Play
  • Moto Z2 Force Edition
  • Moto z2 play
  • Moto x4
  • Moto G6 Plus
  • Moto G6
  • Moto G6 Play

สำหรับวันที่ปล่อยอัพเดต ทาง Motorola ระบุว่าจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูใบร่วงของปีนี้ ส่วนจะมีรุ่นอื่นๆ ตามมาด้วยอีกหรือไม่นั้น คนใช้ Moto คงต้องลุ้นกันครับ

ที่มา : Motorola

Topics: MotorolaAndroid PieMobile
Categories: IT News

สัมภาษณ์พิเศษ นพ.สมชาย กลิ่นนวม ผู้อำนวยการฝ่ายไอที โรงพยาบาลสมิติเวช

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 12:23

ในรอบหลายปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลสมิติเวชถือเป็นหนึ่งในเครือโรงพยาบาลที่มีการปรับตัวในด้านไอทีและเทคโนโลยีมากที่สุดแห่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเปิดให้บริการแอพอย่าง Samitivej Plus ที่ร่วมมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ หรือการให้บริการผ่าน LINE Beacon ที่ทำให้ผู้ป่วยใช้บริการได้สะดวกขึ้น

Blognone มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ นพ.สมชาย กลิ่นนวม ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ เครือโรงพยาบาลสมิติเวช ที่งานประชุมวิชาการประจำปี บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) พ.ศ.2561 (BDMS Academic Annual Meetings 2018) ถึงการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในรอบหลายปีนี้ของโรงพยาบาล ซึ่งมีทั้งส่วนที่คนทั่วไปมองเห็น และส่วนที่คนมองไม่เห็น นั่นก็คือระบบโครงสร้างไอทีที่ใช้ภายในโรงพยาบาลครับ

นพ.สมชาย กลิ่นนวม ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ เครือโรงพยาบาลสมิติเวช

ปัจจัยอะไรบ้างที่นำเครือโรงพยาบาลสมิติเวช ไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เน้นดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมา?

เรื่องของดิจิทัลเป็นกระแสที่มาเร็วและแรง โรงพยาบาลเองตระหนักว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน แต่จะมีอยู่สองส่วน คือเรื่องของการบริการกับการอยู่รอด ที่ผ่านมาที่เราไม่ได้เปลี่ยนเพราะมีความไม่พร้อมหลายอย่าง แต่ถึงจุดหนึ่งก็ตระหนักได้ว่าถ้าไม่เปลี่ยนคงมีปัญหาแน่ๆ เลยเปลี่ยน

เข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงของโรงพยาบาลมีสองส่วน คืองานระบบหลังบ้าน เช่น เวชระเบียน ระบบบริหารโรงพยาบาล กับส่วนที่ติดต่อกับผู้ป่วย ในส่วนแรก การย้ายระบบสำคัญๆ อย่าง HIS (Hospital Information System) จากระบบเดิมมาเป็นระบบใหม่ที่กินเวลานาน ถือว่ายากไหมครับ?

ในเรื่องระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องที่ยาก เพราะเหมือนการปรับรุ่นไปใช้เวอร์ชันใหม่เท่านั้น แต่ส่วนที่ยากลำบากจริงๆ คือการเปลี่ยนระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMR: Electronic Medical Record) เพราะเป็นการเปลี่ยนจากระบบเอกสารกระดาษ ขึ้นไปอยู่บนระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการมองว่า ข้อมูลที่ได้มาจะสามารถนำไปต่อยอดได้ แต่จนบัดนี้ก็ยอมรับว่ายังไม่ไปถึงจุดนั้นที่เป็นภาพสมบูรณ์แบบ จุดที่ได้แน่นอนคือการเข้าถึงข้อมูลเวชระเบียนที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม

แต่ก็ยังเห็นข้อจำกัดอยู่ เพราะการออกแบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด ยังคงอิงกับฟอร์มเอกสารที่เป็นกระดาษ ทำให้ทำออกมาไม่ดีเท่าที่ควร

แล้วในเชิงโครงสร้างไอที เปลี่ยนไปเยอะหรือเปล่าครับ? เพราะเท่าที่เห็นก็มีการเปลี่ยนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ปกติ ไปเป็นเครื่อง Thin Client ที่ทำงานอยู่บน VDI? (Virtual Desktop Infrastructure)

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือเราใช้ระบบ VDI คู่กับ Thin client ที่ช่วยในเชิงการจัดการให้ง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่สิ่งที่แลกมาคือประสิทธิภาพที่ลดลง และในบางครั้งถ้าเจอปัญหาเกิดขึ้นทีก็คือไปทั้งระบบเลย ต้องจัดการอย่างระมัดระวังมาก

การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างพื้นฐานทางไอทีเหล่านี้ เจอแรงต้านจากคนในบ้างหรือไม่?

เรายอมรับว่าความยุ่งยากมีแน่นอน โดยเฉพาะกับสายแพทย์ เพราะสิ่งที่เราทำคือการเปลี่ยนงานของคนที่มาจากหลายยุค หลายเจนเนอเรชั่น ตัวอย่างเช่นผมเองที่ถนัดพิมพ์สองนิ้วจิ้มๆ มากกว่าที่จะเป็นพิมพ์แบบหลายนิ้วบนแป้นพิมพ์ ก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง และเป็นความยากในจุดนี้

อีกจุดหนึ่งคือเรื่องของความละเอียด ปกติแพทย์จะทำงานได้ดีเมื่อเขียน และจะเขียนได้ไวกว่า สมมติว่าผู้ป่วยพูดมา 10 คำ เราเขียนได้ 10 คำ แต่พอต้องมาป้อนข้อมูลคอมพิวเตอร์มันมีส่วนที่ช้าลง จาก 10 คำที่ได้เขียน อาจจะเหลือสัก 5 คำ ความละเอียดที่ได้เลยไม่เท่ากัน

นอกจากนั้นแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องของภาษาไทยและอังกฤษด้วย แพทย์ทุกคนไม่ได้ถนัดการพิมพ์ในภาษาไทย บางคนถนัดพิมพ์ภาษาอังกฤษมากกว่าก็มี อย่างผมที่ถนัดภาษาอังกฤษมากกว่า พิมพ์ได้เร็วกว่า ก็จะพิมพ์ภาษาอังกฤษ แต่คำที่เราใช้ในเวชระเบียนก็จะดูไทยๆ ลูกทุ่งอยู่ เลยมีความยุ่งยากในจุดนี้

เครือสมิติเวชมีหลายโรงพยาบาลในเครือ (ปัจจุบันมีทั้งที่สุขุมวิท, ศรีนครินทร์, ศรีราชา, ชลบุรี, ธนบุรี และ เยาวราช - ผู้เขียน) ยากไหมครับที่จะทำให้ระบบหลังบ้านเหล่านี้เชื่อมกันและขยายตัวไปพร้อมกัน?

ระบบของสมิติเวชทั้งหมดที่เชื่อมกันจริงๆ คือที่สุขุมวิทและศรีนครินทร์ เชื่อมกันโดยใช้ระบบและเครื่องแม่ข่าย (server) ชุดเดียวกันทั้งหมด ขณะที่ในสาขาอื่นๆ จะแยกกันออกไปเป็นอิสระ ในบางแห่งใช้ระบบสารสนเทศภายในโรงพยาบาลคนละตัวกันด้วย

โครงสร้างแบบนี้จึงนำมาด้วยความยากในสองส่วน ส่วนแรกคือการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างโรงพยาบาล ถ้าเป็นสุขุมวิทกับศรีนครินทร์ ระบบจะรองรับการดึงเวชระเบียน ดึงข้อมูล และใช้งานข้อมูลร่วมกันได้แบบ 100% แต่กับสาขาอื่นๆ ที่แยกออกจากกัน การแลกเปลี่ยนจะกระทำผ่าน B-Exchange ที่เป็นระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลกลางของกลุ่ม BDMS ซึ่งจะดึงผลการตรวจรักษา ผลการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการไปได้บางตัว ซึ่งก็เป็นข้อดีในระดับหนึ่งเพราะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องตอบคำถามซ้ำ ในกรณีที่ย้ายไปรักษาโรงพยาบาลสาขาใกล้บ้าน หรือเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลสาขาแห่งอื่น

ส่วนที่สองคือเวลาต้องการจะเปลี่ยนแปลงระบบอะไร สาขาสุขุมวิทและศรีนครินทร์ต้องมาคุยกันดีๆ ซึ่งบางทีความต้องการของทั้งสองแห่งก็ไม่ได้ตรงกันเสียทีเดียว ก็ต้องปรับกันไป แต่พอเราเปลี่ยนทั้งสองแห่งที่เป็นแกนหลักได้แล้ว สาขาอื่นๆ ที่เหลือก็ค่อยๆ ปรับเปลี่ยน (rollout) ได้ไม่ยากแล้ว

ในรอบ 5 ปีหลัง เราเห็นภาพของการเปลี่ยนในด้านที่ติดต่อกับผู้ป่วยมากขึ้น คำถามคือ ยากกว่าหรือไม่เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงในระบบบริหารโรงพยาบาลที่เป็นงานหลังบ้าน?

ด้วยตัวธุรกิจของโรงพยาบาลเอง เราไม่มีความชำนาญหรือเชี่ยวชาญในการเอาเทคโนโลยีดิจิตัลมาใช้ประโยชน์มากเท่าที่ควร เหมือนกับเราอยากได้รถสปอร์ต McLaren ราคา 30 ล้านบาท เราก็ซื้อมา แต่พอได้มาก็ถามว่า เอามาทำอะไรได้บ้าง เช่น มีช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เต็มไปหมด แต่เราไม่รู้จะเอาอะไรมาใส่ นี่คือความยาก

สิ่งที่เราทำ จึงเป็นการเปลี่ยนวิธีคิด เอาธุรกิจหลักนำ แล้วตามมาด้วยไอที ซึ่งแก้ปัญหาของการซื้อแล้วมี มีแล้วไม่ได้ใช้ไปเยอะมาก

ความร่วมมือที่ผ่านมา อย่างเช่นธนาคารไทยพาณิชย์ ต้องปรับตัวเยอะไหม เพราะน่าจะเป็นครั้งแรกที่เอาแอพมาเชื่อมกับระบบบริหารโรงพยาบาลจริงๆ?

ไม่ยากเลยครับ เพราะในระดับบริหารและนโยบายเราคุยกันชัดเจนมาก เรื่องทางเทคนิคไม่ยากเลย ทำได้ทุกอย่าง และเราคุยกันเร็วมาก ทำได้เร็วมากด้วย

จากที่เปิดตัวมา ผมคงไม่ถามลงถึงตัวเลข แต่เราเห็นผู้ป่วยเริ่มใช้ช่องทางการชำระเงินผ่านระบบ FastPay หรือ QR Code เยอะขึ้นหรือไหมครับ

เยอะขึ้นครับ จริงๆ สมัยก่อนเรามี Fast-track ที่เป็นตู้ (kiosk) ให้บริการตัวเอง แต่ผู้ป่วยก็ไม่มาใช้งาน เพราะรู้สึกว่ามันไม่ตอบโจทย์ ต้องมีเจ้าหน้าที่ชวนไปใช้ตู้เพื่อความเร็ว พอเราเปลี่ยนช่องทางการชำระเงินให้สอดรับกับพฤติกรรมของผู้ป่วย ก็มีคนมาใช้เยอะขึ้น

พอต้องเจอกับระบบหลายๆ อันแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบ FastPay ที่พัฒนาร่วมกับธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ LINE Beacon ในเชิงการจัดการระบบสารสนเทศเป็นอย่างไรบ้าง?

ในเชิงระบบ ทุกๆ อย่างก็เหมือนกัน เพราะแกนหลักก็ยังคงเหมือนเดิม แต่ในส่วนงานหน้าบ้านก็เป็นอีกอย่าง ผมมองว่าการแบ่งส่วนงานระหว่างระบบหลังบ้านและหน้าบ้านให้ดีๆ จะทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากครับ

หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดของโรงพยาบาล คือการนำระบบคิวมาใช้ ในกรณีของสมิติเวชที่มี Samitivej Q ที่เริ่มนำมาใช้แล้วและเริ่มเห็นผลว่าคนไข้ใช้เวลารอน้อยลง เราจัดการอย่างไรบ้าง?

ประเด็นที่ทีมบริหารกังวลมาตลอดคือ ระยะเวลารอของผู้ป่วย เรามีเป้าหมายว่าดีที่สุดคือผู้ป่วยไม่ต้องรอ แต่เรายังไปไม่ถึงจุดนั้น และระบบคิวเองก็ไม่ได้ตอบโจทย์ตรงนั้นไปทั้งหมด จุดที่มันช่วยตอบโจทย์คือช่วยให้ผู้ป่วยทราบว่า เขากำลังรออะไร และนานแค่ไหน สมมติว่ารออีก 20 คิว ก็ไปทำอย่างอื่นก่อน ทำให้เขาผ่อนคลายมากขึ้น ทำให้เขาใจเย็นได้ดีขึ้น

ในการใช้งานจริง เราพบว่าเวลารอของคนไข้ลดลงในหลายจุด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีปัญหาเลย การบริการโรงพยาบาลมันไม่ใช่การบริการเชิงเส้น (linear) แต่มันเป็นระบบที่ไม่แน่นอน มันสามารถสลับไปมาได้ การพึ่งระบบอย่างเดียวนั่นก็แปลว่าตัวกำหนด (trigger) เรื่องของคิวจะต้องแม่นยำมาก สิ่งที่ต้องแลกมาคือความยืดหยุ่นที่ไม่มี

เราเลยแก้ปัญหาด้วยการทำในส่วนที่เราพอจะทำได้ มีขนาดเล็ก และไม่ซับซ้อนมาก แต่ถ้าเริ่มใช้ระบบกับงานที่ซับซ้อนซึ่ง ก็คงมีปัญหา เลยทำเท่าที่ทำได้ไปก่อน

ผมเข้าใจว่าโรงพยาบาลมีทั้งช่องทางสื่อสารเยอะมาก ทั้ง Twitter, Facebook, LINE เราบริหารกันอย่างไรบ้าง?

ตามนโยบายคือฝ่ายการตลาดรับผิดชอบ แต่การที่จะดึงข้อมูลออกไปจากภายในเป็นหน้าที่ของเรา ในเรื่อง Digital Transformation และช่องทางการสื่อสารทั้งหมดโรงพยาบาลเองก็ยังไม่สามารถเปลี่ยนได้มากมายขนาดนั้น ทุกอย่างที่เห็นตอนนี้คือการเริ่มต้น

ยอมรับว่าข้อมูลที่เราต้องสนับสนุนฝ่ายการตลาดก็พอมีอยู่ แต่ยังไม่เยอะพอในมุมมองของเรา

พอทราบความเคลื่อนไหวเหล่านี้ ผมต้องถามกลับว่า แล้วช่วงที่ผ่านมาเราต้องขยายโครงสร้างและปรับเปลี่ยนอะไรเยอะขึ้นไหมครับ?

ในส่วนระบบหลัก คือระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล เราไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไร แต่สิ่งที่เรากำลังสนใจคือเรื่องของข้อมูลที่ไม่อยู่ในระบบสารสนเทศโรงพยาบาล และเราเริ่มขยายในส่วนของโครงสร้างไอทีเตรียมการไปบ้างแล้ว

ตัวอย่างเช่น สมมติถ้าเราจะทำระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) เราก็ต้องทำแยกออกมาระบบสารสนเทศหลักของโรงพยาบาลอย่างแน่นอน เพราะระบบมันปนกันไม่ได้ ในแง่นี้ระบบเหล่านี้เราถึงต้องขยายเพิ่ม แต่ในแกนหลักปัจจุบันยังไม่ต้องขยายเพิ่มมาก

ในอนาคต สมิติเวชจะมีแผนทำอะไรเกี่ยวกับทางด้านดิจิทัลบ้าง จะมีการนำพวก Machine Learning มาใช้บ้างหรือไม่ครับ?

ผมขอตอบในภาพรวมละกันครับ ในเรื่องของข้อมูลเราอยากทำกันหมดในการเอาข้อมูลมาใช้ และเรายอมรับว่ามันเยอะจริงๆ แต่เอามาใช้แบบไหนมากกว่า นั่นเป็นคำถามสำคัญ

ที่ในตลาดส่วนใหญ่กำลังคิดกันอยู่มันเป็นไปในเชิงเทคนิคไปหมด บางทีก็ซับซ้อนไป แต่ที่เรามองเราอยากได้ข้อมูลแบบอื่น เช่น ผู้ป่วยเดินเข้ามาด้วยความกังวลอะไรบ้าง เป็นต้น

ยกตัวอย่างเช่น เราอยากรู้ว่าผู้ป่วยที่ขับรถมาโรงพยาบาลมียี่ห้ออะไรบ้าง อยู่ในกลุ่มไหน มันจะทำให้เรามองภาพได้กว้างขึ้น และให้บริการคนไข้ได้ดีขึ้น ตรงกลุ่มเป้าหมายและมีผลจริง แบบเดียวกับห้างสรรพสินค้าให้บริการแบบเจาะรายบุคคลบนฐานของพฤติกรรม แต่เรายังคิดกันไม่ออกว่าจะทำอย่างไรบ้าง เพราะนี่คือโลกของสุขภาพและการแพทย์ มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมาก

ขอขอบคุณโรงพยาบาลสมิติเวช, นพ.สมชาย กลิ่นนวม, และคณะทำงานการประชุมวิชาการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ที่ได้อำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

Topics: Samitivej HospitalHealthInterview
Categories: IT News

รู้จัก Chrome Headless การใช้ Chrome เปิดเว็บแบบไม่ต้องเห็นจอ, ใช้บนคลาวด์ได้ด้วย

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 12:16

ฟีเจอร์หนึ่งของ Chrome ที่คนไม่รู้จักกันมากนักคือ Headless หรือการรัน Chrome โดยไม่ต้องแสดงหน้าต่างของ Chrome มาให้เราเห็น ตัวอย่างการใช้งาน Headless Chrome มักเป็นงานฝั่งนักพัฒนา เช่น เปิด Chrome มาเพื่อบันทึกภาพหน้าจอหรือบันทึกเว็บเพจเป็น PDF รวมไปถึงงานพวก automate testing ทดสอบการเรนเดอร์เว็บ

การเรียกใช้งาน Headless Chrome สามารถทำได้โดยเรียกผ่านคอมมานด์ไลน์แล้วใส่พารามิเตอร์ chrome --headless ตามมา (รายละเอียด) แต่ล่าสุดกูเกิลเปิดให้เรารัน Headless Chrome บนคลาวด์ได้แล้ว ทำให้เราสามารถเรียกใช้ Chrome ทำงานจากฝั่งเซิร์ฟเวอร์ได้สะดวกมากขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจคือกูเกิลนำ Headless Chrome ไปพ่วงกับ App Engine และ Cloud Functions ซึ่งตัวหลังเป็นการทำงานแบบ serverless ไม่ต้องรันอะไรค้างไว้ก็ทำงานได้เมื่อต้องการ ทำให้เราสามารถเขียนโปรแกรมให้ Cloud Functions รอรับค่าจากอีเวนต์บางอย่าง แล้วเรียก Headless Chrome ขึ้นมาทำงานได้ทันที

การเรียก Chrome ขึ้นมาบน Cloud Functions หรือ App Engine ต้องใช้ไลบรารีพิเศษของกูเกิลชื่อ Puppeteer ที่สามารถเรียกใช้งาน DevTools ของ Chrome ได้ด้วย

ที่มา - Google Cloud Blog

Topics: ChromeBrowserGoogle Cloud PlatformApp Engine
Categories: IT News

Diablo III ลง Nintendo Switch, มีคอนเทนต์พิเศษจาก Zelda ให้ด้วย

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 11:41

นิตยสาร Forbes ลงบทความเอกซ์คลูซีฟจาก Blizzard เผยว่าเกม Diablo III จะพอร์ตมาลง Nintendo Switch ด้วย ก่อนนำบทความลงจากเว็บแต่มีคนแคปภาพเก็บไว้ทัน

Diablo III ออกเวอร์ชันพีซีครั้งแรกในปี 2012 ส่วนเวอร์ชัน Switch จะใช้ชื่อว่า Eternal Collection โดยรวมเอาภาคเสริม Reaper of Souls และ Rise of the Necromancer มาให้ในตัว พ่วงด้วยเนื้อหาพิเศษเฉพาะเวอร์ชันนี้ ได้แก่ชุดเกราะ ไอเทม และสกินจาก The Legend of Zelda (จุดสำคัญคือเกราะ Ganondorf สำหรับอาชีพ Barbarian)

ผู้เล่นเวอร์ชัน Switch สามารถเล่นเกมพร้อมกันสูงสุด 4 คน (ทั้งแบบใช้ Switch เครื่องเดียวกัน และต่อกัน 4 เครื่อง) เล่นออนไลน์ผ่านบริการ Nintendo Switch On-line และมีระบบ cloud-save ด้วย

เกมประกาศราคาที่ 59.99 ดอลลาร์ กำหนดวางขายคร่าวๆ แค่ในปีนี้

ที่มา - Kotaku

ข้อความทวีตของ Blizzard เมื่อต้นปีนี้

Sweet dreams. pic.twitter.com/tZvCnjjzWb

— Blizzard Entertainment (@Blizzard_Ent) February 28, 2018

Topics: DiabloGamesNintendo SwitchZeldaBlizzard
Categories: IT News

Google จะเริ่มบังคับนโยบายการเขียนแอป Wear OS หวังเพิ่มคุณภาพแอปโดยรวม

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 11:01

Google ได้อัพเดตแนวทางการเขียนและรีวิวแอปบน Wear OS เมื่อครั้งปล่อย Android Wear 2.0 เมื่อต้นปีที่แล้ว ทว่าแนวทางดังกล่าวเป็นเพียงไกด์ไลน์ ไม่ได้บังคับ ล่าสุด Google ประกาศว่าจะบังคับแนวทางดังกล่าวให้ผู้พัฒนาแอป Wear OS ที่ขึ้นสโตร์ต้องปฏิบัติตามทั้งหมด เพื่อเพิ่มคุณภาพแอปโดยรวม

สำหรับแอปใหม่จะต้องปฏิบัติตามแนวทางนี้ตั้งแต่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ส่วนแอปเก่าจะมีเวลาในการแก้ไข กำหนดคือภายใน 4 มีนาคมปีหน้า โดยกระบวนการรีวิวแอปของ Google จะยังเหมือนเดิม

ที่มา - Android Developer Blog

Topics: Wear OSAndroid WearSmart Watch
Categories: IT News

Google ขยายโครงการ Bug Bounty รวมรายงานช่องโหว่ให้โกงหรือบายพาสต์ระบบ

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 10:52

Google ประกาศการขยายขอบข่ายของโครงการ Bug Bounty จากเดิมที่รายงานช่องโหว่ความปลอดภัยอย่างเดียว ตอนนี้รับรายงานช่องโหว่ในลักษณะที่ใช้งานแพลตฟอร์มของ Google ไปในทางที่ผิด อาทิ ช่องโหว่บายพาสต์ระบบกู้คืนแอคเคาท์, ช่องโหว่ที่สามารถใช้งานหรือแชร์คอนเทนท์ที่ผิดกฎ หรือที่ทำให้ซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์ม Google โดยไม่ต้องจ่ายเงิน เป็นต้น

Google บอกว่าตั้งแต่เปิดโครงการ Bug Bounty รายงานลักษณะนี้ก็มีมาตลอดและบริษัทก็ให้เงินรางวัลมาตลอด ควบคู่กับรายงานช่องโหว่ด้านความปลอดภัย การประกาศครั้งนี้จึงทำให้นักวิจัยสามารถรายงานช่องโหว่ลักษณะดังกล่าวได้อย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตามการใช้งานแพลตฟอร์มในทางที่ผิด (abuse) ในลักษณะที่เป็นการใช้งานส่วนตัว อาทิ โพสต์คอนเทนท์ที่ละเมิดกฎ, สแปมอีเมลหรือแชร์ลิงก์ที่มีมัลแวร์ ไม่เข้าข่ายการรายงานในโครงการ Bug Bounty และต้องรายงานกับให้กับทาง Google ตามแชนแนลต่างๆ อาทิ Gmail, YouTube หรือ Google Drive ตามเดิม

ที่มา - Google

Topics: GoogleBug Bounty
Categories: IT News

Tweetbot ประกาศตัดคุณสมบัติหลายรายการ ตามที่ Twitter เปลี่ยนแปลง API ครั้งใหญ่วันนี้

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 10:47

ตามที่ Twitter ประกาศจะยกเลิก API ชุดเดิมสำหรับแอปภายนอก โดยมีผลในวันที่ 16 สิงหาคม ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญส่วน Account Activity API ที่ทำให้การแจ้งเตือนดีเลย์หรือถูกตัดทิ้ง ล่าสุดแอปภายนอกชื่อดังอย่าง Tweetbot ได้ออกอัพเดตบน iOS เพื่อรองรับ API ที่เปลี่ยนแปลงแล้ว

โดยในเวอร์ชันล่าสุดนั้น Tweetbot ระบุสิ่งที่หายไปได้แก่ ไทม์ไลน์ต่อเนื่องบน Wi-Fi, ยกเลิกการแจ้งเตือนแบบพุชของ Likes, Retweet, Follow, Quote ส่วน Mentions และ DM ยังมีเตือนแบบพุชแต่ดีเลย์ประมาณ 1-2 นาที, ยกเลิกแถบ Activity และ Stats ซึ่งทำให้ Tweetbot ต้องตัดแอปบน Apple Watch ด้วย เนื่องจากแอปนี้ใช้ข้อมูล Activity เป็นหลัก

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลกับแอปภายนอกที่เชื่อมต่อ Twitter ทั้งหมด ไม่ใช่แค่ Tweetbot แต่หากใครใช้ Twitter แอปทางการอยู่แล้ว ทุกอย่างก็ยังคงเหมือนเดิมครับ

ที่มา: The Verge

Topics: TweetbotTwitter
Categories: IT News

ธนาคาร Cosmos ในอินเดียถูกแฮกทั้งข้อมูลทั้งบัตรเดบิต และโอนเงินผ่าน SWIFT สูญเงิน 445 ล้านบาท

Blognone - Thu, 16/08/2018 - 03:34

หลังจากเว็บ KrebsOnSecurity รายงานถึงการแจ้งเตือนของ FBI ว่ากำลังมีการใช้ข้อมูลบัตรกดเงินขนานใหญ่ วันนี้ก็มีรายงานออกมาแล้วว่าธนาคารที่ตกเป็นเหยื่อในครั้งนี้คือ Cosmos Bank ในอินเดีย

แฮกเกอร์สามารถติดตั้งมัลแวร์ไปในระบบปล่อยสินเชื่อของธนาคารได้สำเร็จ และคัดลอกข้อมูลบัตรเดบิตออกไปหลายพันใบ จากนั้นจึงนัดแนะผู้ร่วมขบวนการใน 28 ประเทศ ให้กดเงินออกจากบัตรแม่เหล็กที่เขียนข้อมูลบัตรที่ขโมยมาได้ลงไป รวมมีการกดเงินไปกว่า 15,000 ครั้งในช่วงระยะเวลา 7 ชั่วโมง

หลังจากนั้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แฮกเกอร์จึงลงมืออีกครั้งด้วยการสั่งโอนเงินก้อนใหญ่ 64 ล้านบาทผ่านเครือข่าย SWIFT ไปยังธนาคารในฮ่องกง

ทาง Cosmos Bank ยืนยันว่าระบบแกน (core banking) ไม่ได้รับผลกระทบ และเงินในบัญชีลูกค้าไม่กระทบจากการแฮกครั้งนี้ แต่เพื่อป้องกัน ตอนนี้ทางธนาคารก็ปิดบริการเอทีเอ็มทั้งหมด, บริการธนาคารออนไลน์, และธนาคารผ่านโทรศัพท์

ที่มา - The Register, MoneyControl

Topics: IndiaHacking
Categories: IT News

สรุปการบรรยายว่าด้วยเทคโนโลยีและการแพทย์: ทิศทางใหม่แต่เน้นเรื่องเดิม

Blognone - Wed, 15/08/2018 - 23:07

เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว Blognone เคยมีการรายงานสรุปการบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการแพทย์โดย นพ.นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์ จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มาแล้ว ในครั้งนั้น อาจารย์ระบุอย่างชัดเจนว่าในเรื่องของเทคโนโลยีกับการแพทย์จำเป็นต้องยึดคนไข้เป็นศูนย์กลาง ก่อนที่จะคิดถึงเทคโนโลยี (อ่านสรุปการบรรยายครั้งที่แล้วได้ที่นี่)

ผ่านมาวันนี้ ที่งานประชุมวิชาการบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ประจำปี พ.ศ. 2561 อาจารย์นวนรรนกลับขึ้นเวทีมาพูดอีกครั้งหนึ่งในหัวข้อ Digital Health Transformation: What's Next? ซึ่งผมมีโอกาสได้ไปร่วมฟังการบรรยายในครั้งนี้ตามคำเชิญของคณะทำงานการประชุมวิชาการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และโรงพยาบาลสมิติเวช จึงขออนุญาตถ่ายทอดมาเป็นสรุปสั้นๆ ให้ได้อ่านกันครับ


นพ.นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์

อาจารย์นวนรรนยังคงเริ่มต้นการนำเสนอด้วยการย้ำจุดยืนเดิมว่า การใช้เทคโนโลยีใดๆ จำเป็นที่จะต้องยึดคนไข้และบริบทสถานการณ์เป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่เรื่องของการใช้เทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง แบบที่ต้องการจะใช้เทคโนโลยีอย่างเช่น Blockchain เข้ามาจัดการกับผู้ป่วย เพราะสิ่งสำคัญที่สุดในทางการแพทย์ คือต้องนำเอาสุขภาพของผู้ป่วยขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นจึงตามมาด้วยการเพิ่มข้อมูลเข้าไป แล้วเทคโนโลยีจึงจะตามมาเป็นอย่างสุดท้าย

วิธีคิดที่ตั้งต้นด้วยเทคโนโลยีแต่แรก จึงเป็นแนวทางที่ผิด เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนไปตลอดเวลาเสมอ และเราคงไม่อยากไล่ตามเทคโนโลยีไปเรื่อยๆ อย่างแน่นอน

เทคโนโลยีเองก็มีช่วงขึ้นและลงของมันด้วย ช่วงในรอยหลายปีที่ผ่านมาเราผ่านเทคโนโลยีต่างๆ มาเยอะมาก ซึ่งนำมาสู่ความหวังต่างๆ แต่พอใช้จริงกลับไม่เป็นแบบนั้น

เมื่อเราตั้งต้นแบบนี้ สิ่งที่ตามมาคือการทำให้เรามองเทคโนโลยีได้ดีขึ้นกว่าเดิมว่าควรนำมาเพื่อแก้ไขปัญหาอะไรและเหมาะสมกับสถานการณ์มากน้อยเพียงใด ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา เราเห็นเทคโนโลยีจำนวนมากที่จะเป็นความหวังให้กับโลกของการแพทย์ได้ แต่ในที่สุดเมื่อใช้จริงยังคงมีขอบเขตที่จำกัดมาก เช่น IBM Watson ที่ยังคงใช้ได้จริงจังเฉพาะในการรักษาโรคบางอย่าง (ล่าสุด IBM Watson Health เพิ่งปลดวิศวกรออกไปจำนวนมาก - ผู้เขียน) เพราะการใช้เทคโนโลยีย่อมแลกมาด้วยการสูญเสียบางอย่างเสมอ โดยเฉพาะปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ (human interaction) การทำให้เป็นดิจิทัล (digitization) จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงไปสู่โลกดิจิทัล (digital transformation) แต่อย่างใด

ศาสตร์และสาขาอย่าง Health Informatics จึงเกิดขึ้น เพราะเป็นการพยายามใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของสถานพยาบาลและคนไข้ รวมถึงสาธารณสุขเป็นวงกว้างด้วย โดยในปัจจุบันมีคนที่จบปริญญาเอกสาขานี้เพียง 3 ท่านในประเทศไทย (ทำงานจริงเพียง 2 ท่าน เพราะอีกท่านกำลังอยู่ระหว่างการใช้ทุน) และกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพียงท่านเดียว ทำให้สาขานี้เป็นศาสตร์ที่ขาดแคลนมากในประเทศไทย

ขอบเขตของสาขา Health Informatics คือความพยายามในการศึกษาทั้งตัวนโยบาย การนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กร และการดูแลเกี่ยวกับสุขภาวะของผู้ป่วยและผู้บริโภคผ่านโลกของไอที ด้วยตัวสาขาและศาสตร์เองที่ไม่ได้มองเทคโนโลยีเป็นตัวตั้ง ทำให้วิธีมองและกรอบคิดมีความแตกต่างไปจากโลกทางวิศวกรรม ที่อาศัยเทคโนโลยีมาเป็นตัวแก้ไขปัญหาทุกอย่าง (techno-centric)

โลกของ Health Informatics จึงเป็นโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องต่างๆ จำนวนมาก และล้วนแล้วแต่ตั้งอยู่บนฐานของการยึดผู้ป่วยเป็นแกนหลัก ไม่ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนไปเท่าใดก็ตาม อาจารย์ยังยกตัวอย่างเรื่องการใช้แถบกระดาษสีในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินเป็นวงกว้างด้วย ที่ถึงแม้จะไม่ทันสมัย แต่สามารถได้ข้อมูลที่ชัดเจนและจัดการกับสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ดี

ปัญหาที่เราเจอกันในทุกวันนี้ คือปัญหาที่เราพยายามตอบคำถามผิดไปหมด 2 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่การบรรยายรอบที่แล้ว อาจารย์ชี้ให้เห็นว่าโลกเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้นกว่าเดิม ทำให้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นมากกว่าเดิม ทั้งฝั่งคนไข้ที่เข้าไม่ถึงข้อมูล ความแม่นยำที่ต่ำของอุปกรณ์ไอทีแบบสวมใส่ การไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ฝั่งโรงพยาบาลที่ยังบริหารจัดการข้อมูลได้ไม่เต็มที่ รวมถึงปัญหาความปลอดภัยที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ และในโลกของสาธารณสุขและนโยบายรัฐที่ยังไม่มีมาตรฐาน เรื่องเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้น และทุกคนควรตระหนักถึงในจุดนี้อย่างมากเวลาจะใช้เทคโนโลยีใดก็ตาม

การคิดที่ดีและรอบคอบ จึงต้องดำเนินไปในทุกระดับ เพราะทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Health Informatics ล้วนแล้วแต่สัมพันธ์กัน ในระยะหลังแม้ผู้ป่วยจะเป็นศูนย์กลาง แต่เราต้องคิดไปไกลถึงทั้งในระดับนโยบาย และระดับชุมชนที่สัมพันธ์กันไปด้วย การนำเทคโนโลยีใดมาใช้จึงควรคิดถึงเรื่องเหล่านี้

อาจารย์นวนรรน ทิ้งท้ายว่าสิ่งที่ควรพิจารณาจากนี้เป็นต้นไป และถือเป็นทิศทางในอนาคตที่น่าจะเกิดขึ้นมีจำนวนมาก เช่นความพยายามในการผลักดันโรงพยาบาลให้ทันสมัยมากขึ้น การคิดถึงผู้บริโภคมากขึ้น รวมไปถึงอุปกรณ์ที่ดีและแม่นยำมากขึ้น ซึ่งจะนำมาสู่สิ่งที่เรียกว่า "Precision Medicine" ที่เป็นความหวังอย่างมากในยุคปัจจุบัน รวมไปถึงความสำเร็จและความล้มเหลวของสตาร์ทอัพหลายรายด้านสุขภาพในอนาคต

ขอขอบคุณคณะทำงานการประชุมวิชาการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และโรงพยาบาลสมิติเวช ที่ได้อำนวยความสะดวกให้เข้าฟังการบรรยายในครั้งนี้

Topics: HealthMedicalTechnologyThailand
Categories: IT News

Oracle โอเพ่นซอร์ส Graphpipe เครื่องมือช่วยการดีพลอยโมเดลของ machine learning

Blognone - Wed, 15/08/2018 - 22:50

Oracle ประกาศโอเพ่นซอร์ส Graphpipe เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมามีจุดประสงค์เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการดีพลอยโมเดลของ machine learning โดยเฉพาะ

หัวหน้าโครงการของ Graphpipe คือ Vish Abrams กล่าวว่าถึงที่มาของโครงการ Graphpipe ว่าเนื่องจากทีมของเขาพัฒนา machine learning workflow อย่างหนัก แต่ก็ต้องพบกับความยากในการดีพลอยโมเดล จึงทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา ซึ่ง Abrams เห็นว่าทุกวันนี้กระบวนการพัฒนามีการปรับปรุงอยู่เรื่อย ๆ ในขณะที่การดีพลอยนั้นไม่ค่อยมีคนคำนึงถึงมากนัก

Abrams บอกว่า Graphpipe สร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาโดยการพัฒนาโปรโตคอลที่เป็นมาตรฐานและมีประสิทธิภาพสูงสำหรับการส่งข้อมูล tensor ในเครือข่าย, ทำให้การอิมพลีเมนต์ของไคลเอนท์และเซิร์ฟเวอร์เป็นเรื่องที่ไม่ซับซ้อน และทำให้การ query machine learning model จากเฟรมเวิร์คใด ๆ เป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย และทางทีม Oracle ตั้งใจจะทำให้มาตรฐานนี้มีการใช้งานอย่างแพร่หลายจึงได้โอเพ่นซอร์สเครื่องมือนี้

สำหรับโค้ดของ Graphpipe เวอร์ชันนี้จะรองรับ TensorFlow, Caffe2 และ ONNX ส่วนภาษาที่ใช้ในการดีพลอยตอนนี้รองรับ Go, Python และ Java โดยผู้ที่สนใจโครงการ Graphpipe สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจาก GitHub

ที่มา - Oracle (GitHub), TechCrunch

Topics: OracleOpen SourceMachine Learning
Categories: IT News

Samsung ขอจดสิทธิบัตรสารเคลือบผิวป้องกันการทิ้งรอยนิ้วมือ แถมซ่อมแซมตัวเองได้

Blognone - Wed, 15/08/2018 - 22:26

Samsung ขอจดสิทธิบัตรว่าด้วยเรื่องของสารเคลือบผิวที่มีคุณสมบัติป้องกันการทิ้งรอยนิ้วมือ ที่สำคัญมันยังมีคุณสมบัติในการซ่อมแซมร่องรอยขูดขีดที่เสียหายบนผิวหน้าของตัวเองได้ด้วย

Samsung ไม่ได้เจาะจงว่าสิทธิบัตรนี้จะใช้เฉพาะกับงานเคลือบผิวเท่านั้น แต่สารเคลือบผิวที่ว่าอาจทำออกมาในรูปแบบของแผ่นฟิล์มหรือเป็นตัวชิ้นส่วนอุปกรณ์เลยก็ได้ โดยองค์ประกอบของสารดังกล่าวนั้นจะมี polyrotaxane, polyhedral silsesquioxane และสารประกอบ fluorinated (meth)acryl ซึ่งเป็นอะครีลิกประเภทหนึ่งอยู่ด้วย

ในเอกสารสิทธิบัตรของ Samsung ยังระบุว่าสารที่ใช้เคลือบผิวหรือทำเป็นฟิล์มปิดทับพื้นผิวนี้ จะมีค่าสัมประสิทธิ์ความเสียดทานที่ต่ำมาก โดยค่าดังกล่าวอยู่ในช่วง 0.01-0.5 อีกทั้งยังจะต้องมีคุณสมบัติไม่ดูดซึมน้ำ, มีความแข็งแรงแต่ยืดหยุ่นสูง ทั้งนี้หากมีการเคลือบสารพิเศษในลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มนั้นจะมีความบางเพียงแค่ 0.01-50 ไมโครเมตร อย่างไรก็ตาม Samsung ไม่ได้อธิบายคุณสมบัติการซ่อมแซมความเสียหายของตัวเองได้นั้นมีเบื้องหลังมาจากคุณสมบัติใดของสารเคลือบผิวที่ถูกกล่าวถึง

ทั้งนี้ภาพประกอบในคำขอจดสิทธิบัตรฉบับนี้ของ Samsung ยังมีภาพอุปกรณ์พกพาที่มีหน้าจอแบบพับงอได้ ซึ่งตรงนี้เองที่น่าจะเป็นจุดสำคัญที่จะใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติความยืดหยุ่นของสารเคลือบผิว

แน่นอนว่าการที่ Samsung ยื่นขอจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับสารเคลือบผิวนี้ใช่จะหมายความว่าสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตรุ่นถัดไปจะมาพร้อมสารเคลือบพิเศษนี้ได้ทันที แต่ก็พอจะตั้งข้อสังเกตได้ว่า Samsung น่าจะพอเห็นหนทางที่จะพัฒนาสารเคลือบผิวนี้ได้จริงในอนาคตบ้างแล้วจึงได้ทำการยื่นขอจดสิทธิบัตร

ที่มา - Android Headlines, ข้อมูลสิทธิบัตรจาก FPO

Topics: SamsungPatentMaterialFingerprint
Categories: IT News

Moto P30 เปิดตัว หน้าจอ 6.2 นิ้ว พร้อมรอยแหว่ง, ชิป Snapdragon 636, แรม 6GB

Blognone - Wed, 15/08/2018 - 21:47

Motorola เปิดตัวสมาร์ทโฟนระดับกลางซีรีส์ใหม่ Moto P30 ใช้ดีไซน์ยอดนิยม ด้วยหน้าจอที่มากับรอยแหว่ง, กล้องหลังคู่แนวตั้ง พร้อมสีใหม่ Aurora ที่ใช้การไล่เฉดสีฟ้าไปสีม่วง คล้าย Huawei P20

สเปก Moto P30 มีดังนี้

  • ตัวเครื่องบาง 7.6mm., น้ำหนัก 175 กรัม
  • หน้าจอ IPS LCD ขนาด 6.2 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (2248 x 1080 พิกเซล), อัตราส่วน 19:9
  • Android Oreo ครอบทับด้วย ZUI 4.0
  • ชิป Qualcomm Snapdragon 636, จีพียู Adreno 509
  • แรม 6GB, รอม 64GB / 128GB, รองรับ microSD card
  • กล้องหลังคู่ เลนสตัวแรกความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/1.8, เลนส์ตัวที่สองความละเอียด 5 ล้านพิกเซล f/2.2
  • กล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, f/2.0, มีโหมด AI Portrait
  • พอร์ท USB Type-C, ช่องเสียบหูฟัง 3.5mm.
  • ใช้งานได้ 2 ซิม ประเภท NANO SIM
  • ระบบเสียง Dolby Atmos
  • ระบบความปลอดภัย ได้แก่ สแกนลายนิ้วมือ และ face unlock
  • การเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11ac, Bluetooth 5.0
  • แบตเตอรี่ความจุ 3000 mAh, รองรับชาร์จเร็วที่กำลังไฟสูงสุด 18 วัตต์
  • มี 3 สี ได้แก่ สีดำ, สีขาว และ สีรุ้ง (Aurora)

Moto P30 วางขายในจีน 15 กันยายนนี้ เป็นต้นไป รุ่น 6GB + 64GB ราคา 2,099 หยวน หรือประมาณ 10,000 บาท และรุ่น 6GB + 128GB ราคา 2,499 หยวน หรือประมาณ 12,000 บาท

ที่มา : XDA-Developers

Topics: MotorolaLenovoAndroidMobile
Categories: IT News

สรุปการบรรยายว่าด้วย GDPR กับผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ

Blognone - Wed, 15/08/2018 - 20:29

หลังจากกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของยุโรปที่รู้จักกันในนาม GDPR (General Data Protection Regulation) ประกาศใช้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลายบริษัทยังคงประเมินอยู่ว่าจำเป็นที่จะต้องทำหรือไม่ (อ่านข้อมูลสรุปและทำความเข้าใจได้ที่นี่) โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ ที่ครอบคลุมไปถึงสถานพยาบาลต่างๆ ด้วย

วันนี้ที่งานประชุมวิชาการประจำปี บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) ประจำปี พ.ศ.2561 (BDMS Academic Annual Meetings 2018) มีการบรรยายในประเด็นของ GDPR ที่เกี่ยวข้องกับสถานพยาบาลในอุตสาหกรรม โดยคุณวรรณวิทย์ อาขุบุตร อดีตรองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงผู้ก่อตั้งบริษัท Privy Consulting ผมจึงขอนำเสนอสรุปการบรรยายดังกล่าวให้ทุกท่านครับ


คุณวรรณวิทย์ อาขุบุตร

GDPR และความยุ่งเหยิงในการใช้งาน

คุณวรรณวิทย์อธิบายว่า GDPR จริงๆ เกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลหลักเพียง 2 ประการ คือ

  1. ทำให้เกิดระบบของข้อมูลและการคุ้มครองความเป็นส่วนตัวที่สอดรับกับระบบตลาดเดียวของสหภาพยุโรป (EU Single Market)
  2. เป็นหนึ่งในความพยายามป้องกันความลำเอียงทางอัลกอริทึม (algorithmic bias) ผ่านการจัดการข้อมูล

หลักการของกฎหมายนี้มีความแตกต่างจากกฎหมายตัวอื่นตรงที่เน้นการห้ามทำทุกอย่าง ยกเว้นจะกระทำในสิ่งที่อนุญาตในกฎหมาย ซึ่งคุณวรรณวิทย์ตั้งข้อสังเกตว่า ปกติแล้วในยุโรปจะไม่มีการออกกฎหมายลักษณะนี้ผิดกับในประเทศแถบเอเชียที่เน้นออกกฎหมายลักษณะนี้

นอกจากนั้นแล้ว กฎหมาย GDPR ยังเป็นกฎหมายที่มีลักษณะเสียผลประโยชนทุกฝ่าย (mutually disadvantage) คือไม่มีใครในระบบที่ได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ ทุกอย่างสร้างภาระและความซับซ้อน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประมวลผลข้อมูล ผู้ควบคุมข้อมูล เจ้าของข้อมูล หน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือแม้กระทั่งหน่วยงานทางกฎหมายของรัฐ

ในทางธุรกิจ GDPR นำมาสู่ความเสี่ยงในเรื่องชื่อเสียง (reputational risk) ซึ่งส่งผลไปถึงความเสี่ยงในเชิงกลยุทธ์ด้วย หลายบริษัทในต่างประเทศเริ่มเขียนงบการเงินตั้งแต่เมื่อปีที่แล้วเพื่อประเมินความเสี่ยงจากการถูกดำเนินคดีตามกฎหมายของ GDPR และมีบางกรณีที่เริ่มถูกปรับไปบ้างแล้ว ตามกฎหมายแล้วยอดสูงสุดคือ 20 ล้านยูโร หรือ 4% ของรายได้ทั้งปี (แล้วแต่ว่าอันไหนสูงกว่า)

ไม่ใช่แต่เพียงความเสี่ยงอย่างเดียว แต่กฎหมายฉบับดังกล่าวมีลักษณะเหนือเขตแดน (extra-territorial) หรือถ้ากล่าวให้ชัดคือมีลักษณะเป็น "สิทธิสภาพนอกอาณาเขต" ที่บังคับใช้กับคนที่อยู่ในยุโรป (a person in EU) นั่นก็แปลว่าหากตีความอย่างเคร่งครัด คนที่ถือสัญชาติไทย แต่ไปเรียนหรือใช้ชีวิตในยุโรป ก็ถือว่าครอบคลุมและอยู่ในบังคับใช้ของกฎหมายนี้ด้วย

สำหรับโรงพยาบาล สถานประกอบการในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ แม้กฎหมายฉบับนี้จะดูไกลตัว แต่อันที่จริงแล้วก็มีเรื่องที่คาบเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ ในเชิงสถานที่ตั้งของบริษัท ก็มีผลกับการถูกบังคับใช้ของกฎหมายหากมีการประมวลผลข้อมูล มีการเก็บชุดข้อมูล (dataset) มากกว่า 5 พันรายการ และเก็บข้อมูลนานกว่า 12 เดือน ล้วนแล้วแต่เข้าเกณฑ์นี้หมด

นอกจากนั้นแล้ว การประมวลผลข้อมูลบัตรเครดิตและประกันสุขภาพต่างๆ ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมและธุรกรรมที่ GDPR มีส่วนและบทบาทอยู่ในนั้นด้วย ดังนั้นแล้วสถานพยาบาลต่างๆ เหล่านี้ จึงไม่สามารถหลีกหนีไปจากกฎหมายดังกล่าวของสหภาพยุโรปได้อย่างแน่นอน

สาเหตุที่กล่าวเช่นนี้ เพราะข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมาก มักจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับข้อมูลคนไข้ผู้ป่วย ถึงแม้ว่าในเชิงการรักษาผู้ป่วยจำเป็นจะต้องยินยอมให้แพทย์และพยาบาล เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้เพื่อการรักษา แต่การจัดเก็บและวิธีการจัดการข้อมูลเหล่านี้ คือสิ่งที่กฎหมายฉบับนี้จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะขอบเขตของข้อมูลตามกฎหมายนี้ ไม่ใช่แค่เลขรหัสประจำตัวประชาชน บัตรเครดิต หรือเลขเวชระเบียนแต่เพียงอย่างเดียว ยังครอบคลุมไปถึงข้อมูลในแบบอื่นๆ ด้วย

GDPR ยังกำหนดเรื่องของการส่งข้อมูลออกไปนอกสหภาพยุโรปและเขตเศรษฐกิจยุโรปด้วย โดยห้ามส่งออก (ตามมาตรา 44 ของกฎหมาย) ยกเว้นประเทศปลายทางจะพิสูจน์ได้ว่ามีมาตรการป้องกันข้อมูลที่เพียงพอ โดยในปัจจุบันมีประเทศและเขตการปกครองที่อยู่ในรายชื่อนี้ (whitelisted jurisdiction) จำนวนหนึ่ง คือ Canada, Andorra, Jersey, Guernsey, Faeroe Islands, the Isle of Man, Andorra, Switzerland, Uruguay, Argentina, Israel และ New Zealand โดยในปีหน้าจะมีการประกาศให้ เกาหลีใต้ และ ญี่ปุ่น เป็นหนึ่งในประเทศและเขตการปกครองเหล่านี้ด้วย

การกำหนดเหล่านี้สร้างความปวดหัวและวุ่นวายกับหลายบริษัท ที่ยังไม่เข้าใจกับ GDPR อย่างถ่องแท้ และทำให้มีปัญหาในการปรับตัวกับกฎหมาย นำมาสู่ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลงโดยทางอ้อมนั่นเอง

กฎหมาย GDPR ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสถานพยาบาล

คุณวรรณวิทย์ ชี้ให้เห็นว่า GDPR (หรือ Regulation (EU) 2016/679) มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายประการของสหภาพยุโรป โดยทั่วไปสิ่งที่เราจะเห็นคือในส่วนบทนำ (Recital) ที่ 35 ซึ่งกำหนดกฎหมายโดยตรงเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ, 53 ที่กำหนดเรื่องของการประมวลผลข้อมูลละเอียดอ่อน (sensitive data) ในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ, 54 กำหนดเรื่องของการประมวลผลข้อมูลละเอียดอ่อนในด้านสาธารณสุข และ 96 เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายคุ้มครองข้อมูลในด้านสุขภาพ

นอกจากกฎหมายด้านบนเหล่านั้นแล้ว ยังมีกฎหมายอื่นๆ ที่อยู่ลึกลงไปอีกและเกี่ยวพันกับ GDPR ไม่ว่าจะเป็นกรอบของการตีความ (Framework of interpretation) หรือข้อกำหนดและบ่งชี้ (Directive) อื่นๆ ของสหภาพยุโรป ล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวพันกับกฎหมายฉบับนี้ทั้งสิ้น ความซับซ้อนของกฎหมายฉบับนี้ทำให้การทำงานทั้งในเชิงนโยบายและระดับปฏิบัติมีปัญหาทั้งสิ้น


กฎหมายและข้อกำหนด รวมถึงคำสั่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ GDPR

แนวทางในการปรับตัวขององค์กร

เมื่อกฎหมาย GDPR มีผลกระทบเช่นนี้ ในฝั่งขององค์กรจะปรับตัวอย่างไรได้บ้าง? คุณวรรณวิทย์เสนอว่าในฝั่งองค์กรเอง จะต้องมีตัวเล่นที่เกี่ยวข้องอยู่ 3 ฝ่าย คือ

  1. ฝ่ายกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแนะนำด้านความเป็นส่วนตัว (privacy)
  2. ฝ่ายกฎหมาย
  3. ฝ่ายไอทีและที่ปรึกษาด้านข้อมูล

สามฝ่ายนี้จะนำมาสู่แนวทางในการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกันออกไปตามความชำนาญของแต่ละฝ่าย นำมาสู่ปัญหาภายในองค์กรเวลาต้องการกำหนดแนวทางและนโยบาย (การมานั่งเปิดแต่กฎหมายแล้วนั่งเช็ค compliance list คงไม่ดีแน่นอน) ซึ่งหนทางหนึ่งคือการตั้งคณะกรรมการทำงานร่วม (working group) ภายในองค์กรเพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าวนี้

ในกระบวนการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ขั้นตอนเริ่มต้นจะต้องเป็นการปรับเปลี่ยนในเชิงองค์กร (organization measures) สูงถึง 80% ส่วนเรื่องทางเทคนิคจะมีเพียง 20% แต่พอเข้าถึงช่วงเริ่มใช้งานจริง สัดส่วนนี้จะกลับด้านกัน และจะกลับสู่สภาพสมดุลที่ฝั่งละ 50% เมื่อทุกอย่างเข้าที่แล้ว

มองอนาคตถึง GDPR และผลกระทบ

ท้ายที่สุด คุณวรรณวิทย์ทิ้งท้ายว่า สำหรับประเทศไทยเอง ความพยายามในการทำให้กฎหมายและระเบียบสอดคล้องกับ GDPR เป็นสิ่งสำคัญ แต่ยังคงมีงานอื่นๆ ที่ท้ายทายเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะในฝั่งภาครัฐเองที่ต้องออกกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับต่างประเทศ หรือภาคเอกชนที่จะต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงนี้

ในธุรกิจการแพทย์และสุภาพ ทุกวันนี้หลายคนยังมุ่งเน้นการทำตามมาตรฐาน HIPAA (Health Insurance Portability and Accountability Act) ซึ่งเป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านสุขภาพแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่ได้พิจารณาถึงเรื่องของการให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวและข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกัน

หากอนาคตทุกธุรกรรมหรือการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลผู้ป่วย จะต้องไปดำเนินการที่ต่างประเทศ แทนที่จะเป็นในประเทศไทย ย่อมเสียบเปรียบของโอกาสในเชิงธุรกิจแน่นอน ยังไม่นับถึงความเสี่ยงจำนวนมากที่จะตามมา การปรับองค์กรให้สอดคล้องกับกฎหมาย GDPR จึงสำคัญ และนั่นย่อมแปลว่าองค์กรที่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลจำนวนมากพอสมควรอย่างอุตสาหกรรมแพทย์และสุขภาพ จำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้เข้ากับกฎหมายฉบับนี้ไปในเวลาเดียวกัน

ขอขอบคุณคณะทำงานการประชุมวิชาการ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) และโรงพยาบาลสมิติเวช ที่ได้อำนวยความสะดวกให้เข้าฟังการบรรยายในครั้งนี้

Topics: GDPREULawPrivacyHealth
Categories: IT News

Tencent ยักษ์ใหญ่อินเทอร์เน็ตจีน กำไรลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ปี

Blognone - Wed, 15/08/2018 - 19:44

Tencent บริษัทอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของจีน รายงานผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 2 ของปี 2018 มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันในปีก่อน อยู่ที่ 11,135 ล้านดอลลาร์ ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,700 ล้านดอลลาร์ ลดลง 2% ซึ่งถือเป็นการลดลงของกำไรครั้งแรกในรอบ 13 ปี

เกมออนไลน์ที่ถือเป็นรายได้สำคัญของ Tencent มีรายได้โต 6% ถ้าเทียบกับปีก่อน แต่ลดลง 12% หากเทียบกับไตรมาส 1/2018 โดย Tencent บอกว่าจำนวนผู้เล่นนั้นเพิ่มขึ้นระดับเลขสองหลัก แต่รายได้ต่อผู้เล่นนั้นลดลง จึงส่งผลรายได้ อย่างไรก็ตามธุรกิจวิดีโอสตรีมมิ่งนั้นยังเติบโตสูง มีลูกค้าถึง 154 ล้านคน รายได้โต 30%

สถานการณ์ธุรกิจเกมของ Tencent นั้นไม่ค่อยสดใสนัก โดยเฉพาะจากข่าวหลายอย่างช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง Monster Hunter: World ที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่าย ยังถูกห้ามจำหน่ายในจีน เกม PUBG ยังไม่ผ่านการอนุญาตจากทางการให้เพิ่มส่วนที่ต้องจ่ายเงิน ขณะที่อีกหลายเกมยอดนิยมก็ถูกทางการเข้ามาควบคุม ให้ Tencent จำกัดระยะเวลาเล่นเกมของเยาวชน

สำหรับ WeChat ยังคงเติบโตต่อไป มีผู้ใช้งานรวม 1,060 ล้านคน และจำนวน DAUs (ผู้ใช้งานประจำทุกวัน) ตลอดจนปริมาณข้อความต่อวันก็เพิ่มมากขึ้น จากการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่อย่าง Moments, Mini Games และเชื่อมต่อกับบริการ WeChat Pay

ที่มา: Tencent และ CNBC

Topics: TencentFinancial Report
Categories: IT News

คู่แข่งมาแล้ว! GET เปิดรับสมัครพี่วินในเว็บและงานแรกพบ เอาใจด้วยคอนเสิร์ตใบเตย อาร์สยาม

Blognone - Wed, 15/08/2018 - 16:35

GET แพลตฟอร์มบริการรถแท็กซี่-มอเตอร์ไซค์ที่ในอินโดนีเซียใช้ชื่อว่า Go-Jek โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการเตรียมความพร้อมในไทย ล่าสุด มีความเคลื่อนไหวเพิ่มเติมคือ GET กำลังเปิดรับสมัครคนขับวินรถจักรยานยนต์ที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายเข้ามาร่วมเป็นคนขับ

โดย GET เปิดรับสมัครคนขับวินรถจักรยานยนต์ผ่านทางเว็บไซต์ และงาน GET แรกพบที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 18-19 สิงหาคม 2561 ที่แวร์เฮ้าส์ 30 ซอยเจริญกรุง 30 นอกจากเปิดรับสมัครในวันนั้นแล้วยังมีคอนเสิร์ต ก้อง ห้วยไร่ และ ใบเตย อาร์ สยาม ซึ่งถือว่าเป็นการจับกลุ่มเป้าหมายพี่วินได้อย่างน่าสนใจ

ที่มา - ข่าวประชาสัมพันธ์

Topics: GET
Categories: IT News
Syndicate content