IT News

แบงค์ล่ม CEO ปลิว, ธนาคาร TSB ในอังกฤษแต่งตั้ง CEO ใหม่หลังย้ายระบบแล้วล่มนานถึง 6 วันเมื่อต้นปี

Blognone - Mon, 19/11/2018 - 19:24

ธนาคาร TSB ในอังกฤษย้ายระบบไอทีใหม่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา และทำให้ระบบล่มต่อเนื่องยาวนานหลายวัน และระบบไม่เสถียรนานนับเดือน ตอนนี้ทางธนาคารก็แต่งตั้งซีอีโอใหม่แล้ว Debbie Crosbie ที่ตอนนี้เป็นซีโอโอของกลุ่ม CYBG เจ้าของธนาคารสองแห่งในอังกฤษ โดยจะเริ่มงานในปี 2019

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา หลังจากระบบไอทีของ TSB เริ่มใช้งานได้ กรรมการบริษัทก็ปลด
Paul Pester ที่เป็นซีอีโอมา 7 ปี โดยคาดว่าเขาจะได้รับแพ็กเกจจากการถูกปลดถึง 1.7 ล้านปอนด์ หรือ 72 ล้านบาท ขณะที่ตัวธนาคารต้องลงบันทึกรายจ่ายจากการชดเชยลูกค้า และการสูญเสียค่าธรรมเนียมทั้งหมด 176.4 ล้านปอนด์ หรือ 7,440 ล้านบาท พร้อมกับต้องจ้างทีมซัพพอร์ตรวม 2,500 คนเพื่อไล่แก้ปัญหา

Debbie Crosbie ยังไม่มีกำหนดเริ่มงานแน่นอนเพราะต้องรอหน่วยงานกำกับดูแลอนุญาตก่อน อีกทางหนึ่งระบบธนาคารทั้งระบบในอังกฤษอาจจะถูกกำกับดูแลระบบไอทีมากขึ้น โดยธนาคารแห่งอังกฤษได้ออกเอกสารขอความเห็นในการกำกับดูแลลความน่าเชื่อถือของระบบไอที

ที่มา - TSB

Topics: United KingdomBanking
Categories: IT News

[Dota 2] ana ผู้เล่นแชมป์ TI 8 จากทีม OG ประกาศหยุดพักการลงแข่งขัน

Blognone - Mon, 19/11/2018 - 18:55

ถือเป็นเรื่องเหนือความคาดหมายของแฟนๆ Dota 2 หลายคน เมื่อ Anathan ana Pham ผู้เล่นจากทีม OG แชมป์รายการ The International 2018 ด้วยเส้นทางการแข่งขันสุดอัศจรรย์ ประกาศพักจากการแข่งขันชั่วคราว โดยจะนั่งเป็นตัวสำรองให้กับ OG ตลอด DPC ฤดูกาล 2018-2019 นี้

ana แถลงผ่านหน้า Facebook Page ของ OG ว่าขอบคุณทุกคนที่อยู่เคียงข้างเขา ซึ่งเขาคิดว่าเขาต้องการเวลาให้กับตัวเองรวมถึงตอนนี้แรงกระตุ้นในชีวิตของเขานั้นอยู่กับสิ่งอื่นแล้ว ส่วนทางด้าน Johan N0tail Sundstein กัปตันทีม OG กล่าวว่า ขอบคุณ ana ที่ทำให้ช่วงเวลาตลอดหลายเดือนช่วง TI คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขาตลอดการเล่นระดับอาชีพ รวมถึงภาพการเล่น Ember Spirit ของ ana คึอสิ่งที่จะโผล่มาในหัวของเขาเสมอเมื่อนึกถึงทัวร์นาเมนต์ TI8

ทั้งนี้ OG ที่ขณะนี้อยู่ในช่วงระหว่างการหยุดพักนั้นเตรียมประกาศรายชื่อผู้เล่นที่จะมาแทน ana ในรอบคัดเลือกรายการ Chongqing Major ที่กำลังจะถึงนี้

ที่มา: OG

Topics: Dota 2eSportDPC 2018-2019
Categories: IT News

ชื่อเดิมเหมือนหัวนม งานประชุมวิชาการปัญญาประดิษฐ์ NIPS เปลี่ยนชื่อย่อเป็น NeurIPS

Blognone - Mon, 19/11/2018 - 18:54

NIPS (Neural Information Processing Systems) งานประชุมวิชาการด้านปัญญาประดิษฐ์และคอมพิวเตอร์เรียนรู้ได้ (machine learning) ประกาศเปลี่ยนชื่อย่อเป็น NeurIPS หลังจากชื่อเดิม คล้องจองกับทั้ง nipple ที่แปลว่าหัวนม (อีกความหมายหนึ่ง nip ที่เป็นคำเรียกคนญี่ปุ่นแบบเหยียด)

NeurIPS เป็นงานประชุมวิชาการที่สำคัญอันดับต้นๆ ของโลก ทุกปีจะมีงานวิจัยจำนวนมากจากบริษัทชั้นนำ เช่น กูเกิล, ไมโครซอฟท์, หรือ DeepMind ส่งงานวิจัยเข้าร่วม ความนิยมของงานประชุมนี้สูงถึงขั้นที่บัตรร่วมงานในปีนี้ขายหมดในเวลาเพียง 11 นาที 38 วินาทีเท่านั้น

ก่อนหน้านี้เคยมีข้อเสนอให้ NeurIPS เปลี่ยนชื่อเป็นชื่ออื่น แต่ข้อเสนอนี้ตกไป โดยทางบอร์ดของ NeurIPS ตอบรับประเด็นการมีส่วนร่วมของคนทุกกลุ่ม ด้วยการเพิ่มศูนย์เลี้ยงเด็กในงานประชุมเข้ามาด้วย และมีข้อเสนอให้เก็บชื่อเต็มไว้แต่เปลี่ยนเฉพาะชื่อย่อในภายหลัง ทางบอร์ตจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้

ก่อนหน้าการเปลี่ยนชื่อย่อ ผลสำรวจการเปลี่ยนชื่อจากผู้เคยเข้าร่วมงานประชุมระหว่างผู้ชายและผู้หญิงไม่เป็นไปทางเดียวกันนัก โดยผู้หญิงเสียงแตกเป็นสองฝั่งทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ขณะที่ผู้ชายนั้นเอียงไปทางไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน

ที่มา - NeurIPS

Topics: Machine LearningResearch
Categories: IT News

Mark Zuckerberg เริ่มมีสไตล์บริหารงานดุดันมากขึ้น หลังเหตุการณ์ Cambridge Analytica

Blognone - Mon, 19/11/2018 - 18:01

The Wall Street Journal รายงานพิเศษโดยอ้างแหล่งข่าวภายใน ว่าหลังจาก Facebook เผชิญกับปัญหา Cambridge Analytica ที่ข้อมูลผู้ใช้หลุดออกไป 50 ล้านบัญชี ท่าทีของ Mark Zuckerberg ในเชิงการบริหารองค์กรก็เปลี่ยนไปมาก

รายงานระบุว่าการประชุมผู้บริหารระดับสูงเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Zuckerberg กล่าวในที่ประชุมว่าบริษัทแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นช้าเกินไป และสั่งให้ผู้บริหารระดับสูงในห้องทำงานให้รวดเร็วมากกว่านี้ในท่าทีที่ดุดัน อย่างไรก็ตามการเรียกร้องนี้ก็ทำให้ที่ประชุมสับสน เนื่องจากปัญหา Facebook หลายอย่างที่เกิดขึ้น ก็มาจากการทำงานที่รวดเร็วสไตล์ Mark Zuckerberg นั่นเอง

บุคคลที่ถูกโจมตีมากในการประชุมคือ Sheryl Sandberg ซีโอโอของ Facebook ซึ่งเขาบอกว่า Sandberg รับมือและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านภาพลักษณ์องค์กรได้ไม่ดีพอ ซึ่งท่าทีของ Zuckerberg นั้นรุนแรงจนทำให้ Sandberg ถึงกับเอ่ยปากกับเพื่อนสนิทว่าเธออาจถูกไล่ออกได้เลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์และท่าทีของทั้งสองคนก็ดีขึ้น โดยในการประชุมพนักงานเมื่อสัปดาห์ก่อน เขากล่าวชื่นชม Sandberg ว่าปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขดีขึ้นมาก และ Sandberg ก็ถือเป็นพาร์ทเนอร์ที่สำคัญสำหรับเขา และจะเป็นต่อไปเรื่อย ๆ

Sheryl Sandberg รับตำแหน่งซีโอโอ Facebook ตั้งแต่ปี 2008 และถือเป็นมือขวาคนสำคัญของ Mark Zuckerberg ในการบริหารจัดการองค์กร Facebook ที่เติบโตรวดเร็วมาก

ที่มา: WSJ

Topics: Mark ZuckerbergSheryl SandbergRumorsFacebook
Categories: IT News

ถึงรุ่นเล็กก็ได้ฟีเจอร์รุ่นใหญ่ ซัมซุงออกอัพเดต AR Emoji ให้ Galaxy J8 ส่วน J7 ได้ Oreo แล้ว

Blognone - Mon, 19/11/2018 - 17:48

ถึงแม้ซัมซุง Galaxy J7 จะออกมาตั้งแต่ปี 2016 แต่ก็ยังคงได้ซอฟต์แวร์อัพเดต โดยล่าสุดมีรายงานว่าซัมซุงได้ทยอยปล่อยอัพเดตใหญ่ Android 8.1 Oreo ให้กับ J7 แล้ว โดยสามารถตรวจสอบได้ผ่าน Settings และไปที่ Software update

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า J5 อาจได้อัพเดตด้วย Oreo เช่นกัน

ส่วน Galaxy J8 ซัมซุงก็ได้ออกอัพเดตเช่นกัน โดยรายการสำคัญคือการนำฟีเจอร์จุดขายจากรุ่นบน Galaxy S9 อย่าง AR Emoji มาให้ นอกจากนี้ยังรองรับ VoLTE แบบทำงานพร้อมกันสองซิมด้วย

ที่มา: Sam Mobile [1], [2]

Topics: SamsungGalaxy J
Categories: IT News

iPhone XS Max vs Pixel 3 เปรียบเทียบภาพถ่ายแบบมือสมัครเล่น

Blognone - Mon, 19/11/2018 - 16:11

หลังจากปีที่แล้วเคยเปรียบเทียบภาพถ่าย iPhone X vs Pixel 2 ไปแล้ว มาปีนี้ก็ขอสานต่อกับรุ่นใหม่อย่าง iPhone XS Max และ Pixel 3 ที่แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องกล้องในเชิงฮาร์ดแวร์จากรุ่นเก่า แต่เน้นไปที่ซอฟต์แวร์มากกว่าเหมือนกันทั้งคู่

เช่นเดิมโหมดที่ถ่ายจะเป็นโหมดออโต้ ในกรณีของ Pixel ที่มีให้เลือก White Balance ผมก็ตั้งออโต้ ส่วน HDR เป็นโหมด HDR+ Enhanced ครับ (กรณีที่ไม่ชี้แจ้งเป็นอย่างอื่น) รวมถึงไม่มีการตกแต่งภาพแต่อย่างใด

คำเตือน รูปค่อนข้างเยอะ

Outdoor

iPhone XS Max

Pixel 3

iPhone XS Max

Pixel 3

iPhone XS Max

Pixel 3

iPhone XS Max

แตะโฟกัสที่ท้องฟ้า

แตะโฟกัสที่พื้น

Pixel 3

แตะโฟกัสที่ท้องฟ้า

แตะโฟกัสที่พื้น

iPhone XS Max

Pixel 3

Indoor

iPhone XS Max

Pixel 3

iPhone XS Max

Pixel 3

iPhone XS Max

Pixel 3

**iPhone XS Max

Pixel 3

iPhone XS Max

Pixel 3

iPhone XS Max

Pixel 3

Portrait

iPhone XS Max

Pixel 3

iPhone XS Max

Pixel 3

Night Photo

iPhone XS Max

Pixel 3

iPhone XS Max

Pixel 3

iPhone XS Max

Pixel 3

Pixel 3 (Night Sight)

iPhone XS Max

Pixel 3

Pixel 3 (Night Sight)

iPhone XS Max

Pixel 3

Pixel 3 (Night Sight)

Topics: iPhone XS MaxGoogle Pixel 3MobileGoogleApple
Categories: IT News

YouTube ซุ่มทำฟีเจอร์ดูหนังฮอลลีวูดคลาสสิคฟรีมีโฆษณา เช่น Terminator, Rocky

Blognone - Mon, 19/11/2018 - 15:54

เว็บไซต์ AdAge รายงานว่า YouTube กำลังซุ่มทำฟีเจอร์ดูหนังฟรีมีโฆษณา ซึ่งไม่ใช่เป็นโฆษณาที่กดข้ามได้ โดยจะเป็นหนังฮอลลีวูดเก่าๆ ที่ดังค้างฟ้าจนเป็นตำนาน เช่น The Terminator และ Legally Blonde เป็นต้น

Rohit Dhawan ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์ของ YouTube บอกว่ามองเห็นความต้องการของผู้ใช้ที่อยากดูภาพยนตร์ ฟรี และถือว่าเป็นโอกาสที่ดีของผู้ลงโฆษณาด้วย และตอนนี้ก็กำลังอยู่ระหว่างขยายจำนวนคอนเทนต์หนัง อย่างไรก็ตาม Dhawan ไม่ได้บอกดีลที่ YouTube มีต่อสตูดิโอทำหนังว่าแบ่งกันสัดส่วนเท่าไร

การทำคอนเทนต์ที่มีโฆษณากำลังเป็นเทรนด์การตลาดสื่อที่กำลังเติบโตและมีผู้เล่นหลายราย เช่น Tubi แอพดูหนังฟรีมีโฆษณา เชื่อมต่อกับทีวีได้ Vudu ที่มี Walmart เป็นเจ้าของ และมีข่าวลือว่า Amazon ก็กำลังซุ่มพัฒนาแอพทำนองนี้ด้วยเหมือนกัน


ภาพจาก Shutterstock โดย pixinoo

Farhad Massoudi ซีอีโอของ Tubi กล่าวว่า คอนเทนต์แบบ Ad-supported เป็นตลาดใหญ่ สามารถดึงผู้บริโภคเข้ามาได้มาก และคาดว่าบริษัทใหญ่หลายรายจะกระโดดเข้ามาเล่นในตลาดนี้

ในกรณี YouTube ที่มีโฆษณาอยู่ในทุกคลิปนั้นเป็นโฆษณาที่ผู้ลงโฆษณาไม่สามารถควบคุมได้ เช่น โฆษณาไปปรากฏคู่กับคลิปรุนแรง สนับสนุนก่อการร้าย (และหลายครั้งก็ทำให้คนดูรำคาญ) YouTube จึงพยายามมองหาช่องทางที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อผู้ลงโฆษณา ซึ่งหนังฮอลลีวูดก็เป็นทางเลือกหนึ่ง

ที่มา - AdAge

Topics: YouTubeHollywoodAdvertising
Categories: IT News

รายงานเผย ภายในปี 2030 แบตเตอรี่ 8 ใน 10 ที่ผลิตมาจะอยู่บนรถยนต์ไฟฟ้า

Blognone - Mon, 19/11/2018 - 15:07

Bloomberg New Energy Finance (BNEF) ออกรายงานคาดการณ์แนวโน้มการใช้งานแบตเตอรี่ Lithium-ion ตั้งแต่ปี 2014 จนถึง 2030 ซึ่งชี้ว่าสัดส่วนของแบตเตอรี่ที่จะถูกใช้บนรถยนต์ไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนมีสัดส่วนถึง 8 ใน 10 ในปี 2030

ขณะที่การใช้งานแบตเตอรี่ Li-ion บนอุปกรณ์แก๊ตเจ๊ทต่างๆ สัดส่วนจะลดลง ไม่ใช่ว่าการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้ลดลง แต่เมื่อเทียบปริมาณกับที่ถูกใช้บนรถยนต์ไฟฟ้าแล้วปริมาณมันแตกต่างกันมาก นอกจากนี้รายงานยังบอกด้วยว่าภายในปี 2040 การซื้อรถยนต์คันใหม่จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ 55%

ที่มา - Bloomberg

Topics: Electric CarBattery
Categories: IT News

ไมโครซอฟท์กำลังร่วมกับแอปเปิล แก้ปัญหา iCloud ใช้งานไม่ได้บน Windows 10 v1809

Blognone - Mon, 19/11/2018 - 13:40

ปัญหา Windows 10 October 2018 (v1809) ยังคงไม่จบไม่สิ้น ล่าสุดก็เกิดกับแอป iCloud บนวินโดวส์เวอร์ชันล่าสุด (7.7.0.27) ด้วย ซึ่งไมโครซอฟท์ก็กำลังร่วมมือกับแอปเปิลในการแก้ปัญหานี้อยู่

ปัญหาที่เจอสำหรับคนที่มีโปรแกรมอยู่แล้ว คือจะซิงก์ไม่ได้หรืออัพเดตเวอร์ชันไม่ได้ ขณะที่คนที่จะลงโปรแกรมใหม่ จะเจอหน้าป๊อปอัพระบุว่า iCloud ใช้งานได้กับ Windows 7, Windows 8 และ Windows 10 (April 2018 Update) เท่านั้น ขณะที่ฝั่งไมโครซอฟท์จะไม่อัพเดต v1809 ให้กับเครื่องที่มี iCloud เวอร์ชัน 7.7.0.27 จนกว่าปัญหานี้จะแก้ด้วย

ที่มา - MSPowerUser

Topics: Windows 10iCloudMicrosoftApple
Categories: IT News

แอปเปิลยืนยันชิป T2 ทำให้ต้องนำเครื่องไปซ่อมกับแอปเปิลและตัวแทนเท่านั้น

Blognone - Mon, 19/11/2018 - 13:21

งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของแอปเปิลเมื่อเดือนที่แล้วมาพร้อมกับชิปความปลอดภัย T2 ที่ไม่เพียงดูแลเรื่อง Touch ID หรือการเข้ารหัสข้อมูลในเครื่องเท่านั้น แต่ยังตรวจสอบฮาร์ดแวร์ในเครื่องหลังการซ่อม ว่ามาจากแอปเปิลหรือตัวแทนที่ได้รับการรับรองหรือไม่ด้วย

แอปเปิลยืนยันประเด็นนี้กับ The Verge ระบุว่ามีผลกับอุปกรณ์แมครุ่นใหม่ๆ และกับชิ้นส่วนบางชิ้นอย่างโลจิคบอร์ดหรือ Touch ID แต่ก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลชิ้นส่วนอื่นๆ ว่าเข้าข่ายแค่ไหน ขณะที่การทำงานของชิปคือจะตรวจสอบว่าชิ้นส่วนที่ถูกเปลี่ยนมานั้น ผ่านการรันด้วยซอฟต์แวร์ Apple Service Toolkit 2 ที่มีเฉพาะแอปเปิลและตัวแทนที่ได้รับการรับรองเท่านั้น

Apple Service Toolkit 2 จะตรวจสอบชิ้นส่วนใหม่เข้ากับเซิร์ฟเวอร์ Global Service Exchange ของแอปเปิลเพื่อตรวจสอบความเข้ากันได้และสมรรถนะ หากไม่รันแอปเปิลจะมองว่าการซ่อมนั้นไม่สมบูรณ์และจะบูทไม่ขึ้น

อย่างไรก็ตามจากการทดสอบของ iFixit ที่ลองเปลี่ยนหน้าจอกับโลจิคบอร์และหน้าจอ ปรากฎว่ายังทำงานได้ดี iFixit จึงคาดว่าฟังก์ชันนี้ของ T2 ยังไม่เปิดใช้งาน

ที่มา - The Verge, iFixit

Topics: AppleSecurity
Categories: IT News

[Dota 2] Virtus.Pro ประเดิมคว้าแชมป์ The Kuala Lumpur Major รายการ major แรกของ DPC 2018-2019

Blognone - Sun, 18/11/2018 - 22:23

ถึงจะมีช่วงฟอร์มแผ่วลงไปบ้างแต่ Virtus.Pro ยอดทีมหมีดุจากโซน CIS ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าพวกเขายังแกร่งอยู่ด้วยการคว้าแชมป์ The Kuala Lumpur Major รายการ major แรกของ Dota Pro Circuit ฤดูกาล 2018-2019 ซึ่งจัดขึ้นที่ Axiata Arena เมืองกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย รับเงินรางวัล 350,000 ดอลลาร์พร้อม DPC Points 4,950 คะแนน

ในรอบชิงชนะเลิศเป็นการพบกันระหว่าง Virtus.Pro กับ Team Secret ทีมเต็งของรายการนี้ที่เขี่ยพวกเขาตกลงไปยัง Loser’s Bracket ก่อนที่จะได้กลับมาแก้มืออีกครั้ง บรรยากาศของเกมในรอบชิงชนะเลิศเป็นไปอย่างเข้มข้น ต้องสู้กันจนถึงเกมสุดท้าย ก่อนที่ Virtus.Pro จะเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 3-2 เกม ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในแมตช์ที่สนุกที่สุดของรายการนี้

สำหรับคู่ทัวร์นาเมนต์รายการถัดไปของ DPC 2018-2019 คือ The Bucharest Minor และ The Chongqing Major ซึ่งจะจัดขึ่้นในช่วงเดือนมกราคม 2019

อันดับ เงินรางวัล และคะแนนที่ได้รับของแต่ละทีม
- อันดับ 1 Virtus.Pro 350,000 ดอลลาร์ DPC Points 4,950 คะแนน
- อันดับ 2 Team Secret 170,000 ดอลลาร์ DPC Points 3,000 คะแนน
- อันดับ 3 Evil Geniuses 100,000 ดอลลาร์ DPC Points 2,100 คะแนน
- อันดับ 4 Ninja in Pyjamas 80,000 ดอลลาร์ DPC Points 1,350 คะแนน
- อันดับ 5-6 TNC Predator/PSG.LGD 60,000 ดอลลาร์ DPC Points 900 คะแนน
- อันดับ 7-8 Vici Gaming/Fnatic 7,500 ดอลลาร์ DPC Points 450 คะแนน
- อันดับ 9-12 Alliance/pain X/J.Storm/Forward Gaming 15,000 ดอลลาร์ DPC Points 150 คะแนน
- อันดับ 13-16 paiN Gaming/Tigers/Team ASter/Gambit Esports 10,000 ดอลลาร์ DPC Points 75 คะแนน

ที่มา: Liquipedia Dota 2, Twitter: Virtus.Pro

Topics: Dota 2eSportDPC 2018-2019
Categories: IT News

อยากรู้จักเรายิ่งกว่าแม่ เฟซบุ๊กยื่นสิทธิบัตรหาความสัมพันธ์ของผู้ใช้ วิเคราะห์จากภาพได้เลย

Blognone - Sun, 18/11/2018 - 21:54

เฟซบุ๊กยื่นสิทธิบัตรระบบหาข้อมูลผู้ใช้โดยไม่ต้องอาศัยให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลให้อีกต่อไป โดยระบบนี้สามารถแปลงภาพเป็นข้อความเพื่อหาคุณสมบัติของผู้ใช้ เพื่อสร้างโปรไฟล์ของผู้ใช้ที่สมบูรณ์ยิ่งกว่าให้ผู้ใช้กรอกเอง

ระบบนี้ใช้โปรไฟล์เดิมของผู้ใช้เป็นฐาน และเมื่อผู้ใช้โพสรูปเข้ามา ก็สามารถวิเคราะห์ข้อมูลในบ้าน วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างผู้โพสภาพกับผู้ใช้อื่น เมื่อประกอบกับข้อความแคปชั่นของภาพก็จะได้ความสัมพันธ์ของคนในภาพ นอกจากนี้ยังวิเคราะห์จากการใช้เครื่องหรือหมายเลขไอพีร่วมกัน

คำนำของใบขอสิทธิบัตรระบุว่าการยิงคอนเทนต์ไปยังผู้ใช้ทุกวันนี้ไม่สามารถยิงตามข้อมูลที่ครบถ้วนเช่นข้อมูลทางประชากรของผู้ใช้ เช่น จำนวนคนในบ้าน และความสัมพันธ์ หากมีข้อมูลมากขึ้นยิงคอนเทนต์ได้แม่นยำขึ้น

โฆษกเฟซบุ๊กระบุว่าการจดสิทธิบัตรไม่ได้แปลว่าจะมีการใช้งานจริงในอนาคต และสิทธิบัตรหลายใบก็ไม่ได้ถูกใช้งานแต่อย่างใด

ที่มา - Buzzfeed News

Topics: FacebookPrivacy
Categories: IT News

ขยันซอย AMD เปิดตัว Radeon RX 590 นำรุ่น 580 มาอัดคล็อคให้แรงขึ้นอีกหน่อย

Blognone - Sun, 18/11/2018 - 16:54

ถึงแม้จีพียูตระกูล Radeon เดินทางมาถึงยุคสถาปัตยกรรม Vega แล้ว แต่ AMD ก็ยังไม่ทิ้งจีพียูสถาปัตยกรรม Polaris ตัวเดิม (ซีรีส์ 500) โดยล่าสุดออก Radeon RX 590 ตัวที่แรงกว่า 580 มาแล้ว

สเปกของ Radeon RX 590 เหมือนกับ RX 580 เกือบทุกอย่าง ทั้งจำนวนคอร์ (36 Compute Units, 2304 Stream Processors, 144 Texture Units) และแรม 8GB GDDR5 ความเร็ว 8 Gbps

จุดต่างสำคัญของ Radeon RX 590 คือเปลี่ยนมาใช้กระบวนการผลิต 12 นาโนเมตร (RX 580 ของเดิม 14 นาโนเมตร) ทำให้อัดคล็อคจีพียูได้สูงขึ้นเป็น 1469 MHz / 1545 MHz Boost (RX 580 คือ 1257 MHz / 1340 MHz) ทำให้ประสิทธิภาพสูงสุดเพิ่มมาเป็น 7.1 GFLOPs

Radeon RX 590 ตั้งราคาขายที่ 279 ดอลลาร์ โดยมีการ์ดจากพาร์ทเนอร์อย่าง ASUS, PowerColor, Sapphire, XFX เริ่มวางขายแล้ว ทาง AMD ระบุว่าการ์ดของตัวเองมีราคาต่อประสิทธิภาพที่ดีกว่าคู่แข่ง GeForce GTX 1060 6GB ที่ราว 20%

AMD ยังเปิดแคมเปญซื้อการ์ดจอแถมเกม ถ้าซื้อ Radeon RX 590 หรือ Radeon Vega ขึ้นไป จะได้เกมฟรี 3 เกมคือ Resident Evil 2, Devil May Cry 5, Tom Clancy’s The Division 2 ด้วย

ที่มา - AMD

Topics: RadeonAMDGPU
Categories: IT News

Microsoft เตรียมหยุดให้บริการ HockeyApp ปลายปีหน้า ให้ผู้ใช้ย้ายไป Visual Studio App Center แทน

Blognone - Sun, 18/11/2018 - 14:30

Microsoft ประกาศแผนเตรียมปิดบริการ HockeyApp บริการปล่อยทดสอบแอพเวอร์ชันเบต้า และเก็บรายงานการแครช โดยแนะนำให้ผู้ใช้ไปใช้งาน Visual Studio App Center แทน

Microsoft ระบุว่า ทางบริษัทได้นำฟีเจอร์ต่าง ๆ จาก HockeyApp รวมเข้ากับ App Center อยู่เรื่อย ๆ และจะเสร็จสมบูรณ์ใน 16 พฤศจิกายนปีหน้า โดยข้อมูลฟีเจอร์บน App Center สามารถติดตามได้จาก Feature Roadmap ว่าฟีเจอร์ไหนที่มีแล้ว และฟีเจอร์ไหนที่แพลนว่าจะทำ

ส่วนแผนการไมเกรตนั้น Microsoft ระบุว่าตอนนี้ผู้ใช้สามารถใช้ App Center ควบคู่กับ HockeyApp ได้ โดยแอพจาก HockeyApp จะปรากฏใน App Center และข้อมูลจะยังซิงค์กันได้ จากนั้นต้นปี 2019 ข้อมูลจะหยุดซิงค์กัน ผู้ใช้จะต้องเริ่มไมเกรตข้อมูลจาก HockeyApp ไปยัง App Center และตั้งแต่ 16 พฤศจิกายนปีหน้า HockeyApp จะหยุดให้บริการ

ที่มา - TechCrunch, HockeyApp

Topics: MicrosoftDevelopmentVisual Studio
Categories: IT News

ไมโครซอฟท์สาธิตการประยุกต์ใช้ Azure Stack ติดรถยนต์, ช่วยพาพลังประมวลผลและ AI สู่ถิ่นทุรกันดาร

Blognone - Sun, 18/11/2018 - 09:21

เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่เพิ่งผ่านมาไมโครซอฟท์ได้โพสต์วิดีโอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ Azure Stack บริการคลาวด์เวอร์ชันติดตั้งใช้งานภายในองค์กร ในรูปแบบที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ด้วยการนำเซิร์ฟเวอร์ Azure Stack มาติดตั้งไว้ในท้ายรถ SUV เพื่อนำเทคโนโลยีและบริการประมวลผลของ Azure สู่พื้นที่ห่างไกลและทุรกันดาร ช่วยทลายข้อจำกัดของการใช้คลาวด์แบบเดิมที่ต้องอาศัยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจึงจะสามารถประมวลผลข้อมูลได้

สำหรับแอพพลิเคชั่นที่ไมโครซอฟท์ยกมาเป็นตัวอย่างการใช้งาน Azure Stack ติดรถยนต์ ก็อย่างเช่นงานประมวลผลสภาพแวดล้อมด้วย AI และ Cognitive Services ซึ่งจะช่วยนำภาพที่ได้จากการบันทึกเก็บและเป็นข้อมูลโดยกล้องติดรถ, กล้อง 360 องศา รวมถึงกล้องติดโดรน มาวิเคราะห์เพื่อช่วยเหลืองานด้านต่างๆ เช่นการตรวจสอบเส้นทางเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในงานบรรเทาสาธารณภัย ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการตรวจสภาพสายส่งหรือกังหันลมในกิจการด้านพลังงาน

รับชมวิดีโอสาธิตการใช้งาน Azure Stack บนรถยนต์ได้ที่ท้ายข่าวครับ

ที่มา - MSPoweruser

Topics: Microsoft AzureCloud ComputingArtificial IntelligenceMicrosoft
Categories: IT News

Uber ประกาศเข้าเป็นสมาชิกของ Linux Foundation ระดับ Gold

Blognone - Sat, 17/11/2018 - 16:39

Uber ประกาศในงาน Uber Open Summit ประจำปี 2018 ว่าตอนนี้ทางบริษัทได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้สนับสนุนของ Linux Foundation แล้วอย่างเป็นทางการ โดยเป็นสมาชิกระดับ Gold

Uber ประกาศว่า การเข้าร่วม Linux Foundation นั้นเป็นการยืนยันในคำมั่นสัญญาของบริษัทว่าจะซัพพอร์ตชุมชนโอเพ่นซอร์สต่อไป ซึ่ง Uber จะคอยสนับสนุนภารกิจของ Linux Foundation ในการสร้างระบบเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์ส โดย Uber จะร่วมกับชุมชน และโปรโมตการใช้โอเพ่นซอร์ส

Thuan Pham ซีทีโอของ Uber ระบุว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีโอเพ่นซอร์สเป็นเบื้องหลังของบริการหลักของ Uber ซึ่งในตอนนี้ที่ Uber กำลังเติบโตอยู่เรื่อย ๆ โซลูชั่นเหล่านี้ก็ยิ่งสำคัญต่อ Uber มากขึ้น

Uber นั้นมีส่วนสนับสนุนโครงการโอเพ่นซอร์สหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือด้าน backend infrastructure, machine learning, data visualization และอื่น ๆ

ที่มา - Linux Foundation, Uber

Topics: UberLinux FoundationOpen Source
Categories: IT News

Kubernetes คืออะไร ทำไม Orchestration จึงเป็นหัวใจของ Infrastructure ยุคนี้

Blognone - Sat, 17/11/2018 - 15:59

ในรอบ 1-2 ปีนี้ ชื่อเทคโนโลยีฝั่งเซิร์ฟเวอร์ที่พบเห็นได้บ่อยมากคือคำว่า Kubernetes ที่แค่เห็นก็อ่านไม่ออกแล้วว่าออกเสียงอย่างไร (อ่านว่า "คูเบอร์เนเตส") แต่ความร้อนแรงของมันถึงขั้นพลิกโฉมสถาปัตยกรรมของระบบโครงสร้างพื้นฐานทางไอที (infrastructure) ไปอย่างสิ้นเชิง

Kubernetes เป็นซอฟต์แวร์สำหรับ Container Orchestration (คำเดียวกับ "วงออเคสตร้า") ถ้าให้อธิบายแบบสั้นๆ มันคือซอฟต์แวร์ที่ใช้จัดการและควบคุม "วงดนตรีคอนเทนเนอร์" นั่นเอง ส่วนคำอธิบายแบบยาวๆ สามารถอ่านได้จากบทความนี้ครับ

Orchestration = Container + Cluster

ในบทความตอนที่แล้ว เราอธิบายถึง "คอนเทนเนอร์" ว่ามันคืออะไร (รู้จัก Container มันคืออะไร แตกต่างจาก Virtualization อย่างไร?)

เทคโนโลยีคอนเทนเนอร์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้เราจัดการแพ็กเกจซอฟต์แวร์ที่จำเป็น และขนย้ายมันไปใช้ตามที่ต่างๆ ได้งานขึ้น เหมือนกับจับของใส่ตู้คอนเทนเนอร์แล้วขนขึ้นเรือหรือรถบรรทุกก็ได้

แต่การจะนำคอนเทนเนอร์ไปใช้งานอย่างไร ถือเป็นอิสระเต็มที่ของผู้ใช้งาน ซึ่งเราสามารถรันคอนเทนเนอร์ในเครื่องโลคอล (นักพัฒนาทดสอบโค้ดตัวเองบนเครื่องตัวเอง) หรือรันบนเซิร์ฟเวอร์แบบดั้งเดิม (bare metal) ก็ได้ทั้งนั้น

ในโลกยุคคลาวด์ เราสามารถเช่าเซิร์ฟเวอร์ใหม่ขึ้นมาได้ทันทีตามความต้องการของผู้ใช้ การเช่าเครื่องเสมือนจำนวนมากๆ แล้วมาต่อเชื่อมกันเป็นคลัสเตอร์เพื่อขยายตัว รองรับโหลดจำนวนมหาศาล เป็นเรื่องปกติที่ทำกันทั่วไป

เมื่อเรานำเทคโนโลยี "คอนเทนเนอร์" ในฝั่งแอพพลิเคชัน มาจับคู่กับ "คลัสเตอร์" ในฝั่งของโครงสร้างพื้นฐานที่รันงานเหล่านั้น หน้าที่บริหารจัดการตรงนี้คือคำว่า Orchestration นั่นเอง (บางครั้งก็ใช้คำว่า container management)


ภาพจาก AWS

ศึกชิงความเป็นเจ้า Orchestration

ในอดีต การนำแอพพลิเคชันที่พัฒนาเสร็จแล้วไปรันบนเครื่องจริง (deployment) เป็นกระบวนการที่ซับซ้อน และต้องพึ่งพางานแบบ manual ซะเยอะ ผู้ดูแลระบบมักต้องเขียนสคริปต์กันเอง ซึ่งมีข้อผิดพลาดได้ง่าย ยิ่งการรันบนคลัสเตอร์ที่มีเครื่องจำนวนมาก ต้องย้ายงานไปมา ต้องขยายตัวหรือหดตัวตามความต้องการของลูกค้า ยิ่งก่อให้เกิดความซับซ้อนมากขึ้นเป็นทวีคูณ

หลายปีที่ผ่านมาจึงมีความพยายามแก้ปัญหานี้จากหลายฝ่าย รายที่โดดเด่นมีด้วยกัน 3 ค่ายคือ

  • Docker Swarm จาก Docker Inc.
  • Kubernetes จากกูเกิล
  • Apache Mesos/Marathon ที่ริเริ่มโดยทีมงานจาก University of California, Berkeley และภายหลังก่อตั้งบริษัท Mesosphere, Inc. มาสนับสนุน

แนวคิดทางเทคนิคของซอฟต์แวร์ orchestration แต่ละรายมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง

กรณีของ Apache Mesos สร้างขึ้นก่อนเป็นรายแรก (เริ่มในปี 2009) และออกแบบมาจัดการคลัสเตอร์อะไรก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคอนเทนเนอร์อย่างเดียว ภายหลังจึงมีซอฟต์แวร์ Marathon มาเสริมเรื่องการจัดการคอนเทนเนอร์ ในขณะที่บริษัท Mesosphere นำ Mesos ไปปรับแต่งเป็นซอฟต์แวร์เชิงพาณิชย์ และเรียกชื่อว่า DC/OS (ย่อมาจาก Datacenter OS) แสดงให้เห็นถึงการเน้นเรื่องการจัดการศูนย์ข้อมูลเป็นหลัก

ส่วน Docker Swarm เริ่มออกเวอร์ชันแรกๆ ในปี 2015 โดยเป็นส่วนต่อขยายตามธรรมชาติของ Docker Container ของบริษัท Docker Inc. ที่เอาชนะสงครามคอนเทนเนอร์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ (อีกฝ่ายคือ Rocket หรือ rkt ของ CoreOS)

แน่นอนว่ามาถึงตอนนี้ เรารู้แล้วว่าผู้ชนะสงคราม orchestration คือ Kubernetes ของกูเกิล ดังนั้นมาย้อนประวัติของมันแบบละเอียดกันสักหน่อย

ประวัติความเป็นมาของ Kubernetes: จาก Borg สู่โลกภายนอก

ชื่อ Kubernetes มาจากภาษากรีก κυβερνήτης ซึ่งแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า helmsman หรือ "กัปตันเรือ" จึงเป็นที่มาของโลโก้รูปพวงมาลัยเรือ (คำว่า Kubernetes มีรากศัพท์มาจากคำเดียวกับคำว่า Governor ด้วย) แต่เนื่องจากชื่อโครงการค่อนข้างยาว เรียกยาก ในวงการเลยมักเรียกกันย่อๆ ว่า K8s หรือบ้างก็เรียก Kube

Kubernetes เปิดตัวต่อสาธารณะครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2014 (เป็นข่าวใน Blognone ครั้งแรกเดือนกรกฎาคม 2014) แต่ประวัติของมันยาวนานกว่านั้น

กูเกิลมีธรรมเนียมการสร้างซอฟต์แวร์เพื่อใช้เองภายในอยู่แล้ว และมีระบบจัดการคอนเทนเนอร์ของตัวเองเรียกว่า Borg (มาจากเผ่าเอเลี่ยนกึ่งหุ่นยนต์ในซีรีส์ Star Trek) ซึ่งทำงานอยู่บน cgroups ฟีเจอร์ของเคอร์เนลลินุกซ์ และเป็นต้นแบบของคอนเทนเนอร์ในยุคปัจจุบัน

Borg วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงการออกแบบสถาปัตยกรรมมาตั้งแต่ต้น เพราะเน้นสร้างฟีเจอร์ใหม่ตามความต้องการของทีมงานภายในแต่ละทีม สุดท้าย Borg จึงไปต่อไม่ไหว กูเกิลจึงสร้างซอฟต์แวร์ตัวใหม่ขึ้นมาแทนโดยใช้ชื่อว่า Omega

Omega นำแนวคิดหลายอย่างจาก Borg มาใช้งาน แล้วเพิ่มระบบการเก็บสถานะของคลัสเตอร์ไว้ที่ส่วนกลางเพื่อป้องกันข้อมูลขัดแย้งกันเอง

เมื่อเทคโนโลยีคอนเทนเนอร์เริ่มได้รับความนิยม และกูเกิลเองก็มีบริการลักษณะนี้ต่อลูกค้าภายนอกบริษัท (Google Cloud Platform) วิศวกรกลุ่มหนึ่งของกูเกิลจึงตัดสินใจสร้างโครงการแบบนี้ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งก็คือ Kubernetes

เนื่องจาก Kubernetes สืบทอดแนวคิดหลายอย่างมาจาก Borg ในช่วงแรก โครงการจึงมีโค้ดเนมว่า Project Seven ซึ่งมาจากตัวละคร Seven of Nine บอร์กสาวจากเรื่อง Star Trek เช่นกัน (และเป็นเหตุผลว่าทำไมไอคอนพวงมาลัยเรือถึงมี 7 แกน)


Seven of Nine ภาพจาก StarTrek.com

Kubernetes ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว และได้รับการสนับสนุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Red Hat, IBM จนเมื่อกูเกิลออก Kubernetes 1.0 ในเดือนกรกฎาคม 2015 ก็ตัดสินใจตั้งมูลนิธิ Cloud Native Computing Foundation (CNCF) มาดูแลโครงการต่อแทน

หมายเหตุ: ประวัติอย่างละเอียดของ Borg, Omega, Kubernetes สามารถอ่านได้จากบทความ Borg, Omega, and Kubernetes ที่เขียนโดยทีมงานของกูเกิลผู้ร่วมก่อตั้ง Kubernetes

แนวคิดของ Kubernetes

เนื่องจากบทความนี้ไม่ใช่บทความสอนการใช้งานเชิงเทคนิค จึงอธิบายแนวคิดของ Kubernetes เพียงคร่าวๆ เพื่อให้เห็นภาพเท่านั้น รายละเอียดอื่นๆ สามารถอ่านได้จากเว็บไซต์ Kubernetes

สถาปัตยกรรมคลัสเตอร์ของ Kubernetes ไม่ต่างอะไรจากคลัสเตอร์ทั่วๆ ไป นั่นคือมีเครื่องที่เป็น Master และ Slave (ในโลกของ Kubernetes ใช้คำว่า Node) โดยในแต่ละโหนดติดตั้งซอฟต์แวร์ Kubelet เพื่อบริหารจัดการ

จากนั้นเมื่อเรานำแอพในคอนเทนเนอร์ไปรันบนคลัสเตอร์ (deploy) ระบบของ Kubernetes จะสื่อสารกันระหว่าง Master/Node เพื่อนำงานไปรันบนเครื่องให้เราเอง

แนวคิดสำคัญของ Kubernetes คือคำว่า Pod เปรียบเสมือนเป็นก้อนรวมของสิ่งที่จำเป็นทั้งหมดในการรันแอพพลิเคชัน ประกอบด้วยตัวแอพเอง (ที่อยู่ในคอนเทนเนอร์) และสตอเรจ (Volume) โดย Pod แต่ละก้อนมีหมายเลขไอพีของตัวเอง

ในเครื่องแต่ละ Node จึงสามารถมีงานไปรันได้หลาย Pod ตามภาพ

นอกจาก Pod แล้ว โลกของ Kubernetes ยังมีแนวคิดเรื่อง Services หรือการจัดกลุ่ม Node/Pod จำนวนมากๆ เข้าด้วยกัน แอพพลิเคชันหนึ่งตัวสามารถแบ่งได้เป็นหลาย Pod และรันอยู่บนหลาย Node ดังนั้น การสเกลให้รองรับโหลดที่เพิ่มขึ้นจึงทำได้ง่าย เพราะมีแนวคิดเชิง abstraction คือ Node/Pod/Service มาคอยช่วยนั่นเอง

นอกจากนี้ Kubernetes ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ อีกมาก เช่น การอัพเดตข้อมูลในคอนเทนเนอร์ (เปลี่ยนเวอร์ชันของไลบรารีหรือโค้ด), การ rollback กลับไปเวอร์ชันเดิมเมื่อเกิดปัญหา และการทำ Continuous Integration and Continuous Delivery (CI/CD) ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในบทความนี้

ชัยชนะของ Kubernetes

ชัยชนะของ Kubernetes มาจากปัจจัยหลายประการ ในแง่เทคนิค มันสืบทอดสถาปัตยกรรมภายในของกูเกิลที่ผ่านการทดสอบงานจริง รองรับโหลดหนักๆ ระดับกูเกิลมาได้แล้ว (Pokemon Go ก็รันอยู่บน Kubernetes) บวกกับมีจุดสมดุลที่พอดีระหว่างฟีเจอร์และความซับซ้อนในการดูแล เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งอย่าง Docker Swarm ที่อาจใช้ง่ายกว่า แต่ความสามารถด้อยกว่า ส่วน Apache Mesos ก็มีความซับซ้อนสูงมาก

ปัจจัยเรื่องพันธมิตรร่วมรบก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน Kubernetes เป็นโครงการของกูเกิล ย่อมได้รับการสนับสนุนจากกูเกิลอย่างเต็มที่มาตั้งแต่แรก แถมยังได้พันธมิตรระดับบิ๊กอย่าง IBM หรือ Red Hat เข้าร่วมด้วยตั้งแต่ยุคแรกๆ

พันธมิตรของ Kubernetes ที่น่าสนใจคือไมโครซอฟท์ ช่วงแรกที่กระแส container orchestration เริ่มมาแรง แต่ยังไม่ปรากฏผู้ชนะที่ชัดเจน ไมโครซอฟท์ก็ใช้วิธีสนับสนุนทุกฝ่ายแล้วรอดูว่าใครจะชนะ โดยการเข้าลงทุนในบริษัท Mesosphere เมื่อปี 2016 และเปิดตัวบริการ Azure Container Service (ACS) ที่รองรับทั้ง Mesos และ Docker Swarm

แต่พอมาถึงปี 2017 เมื่อชัยชนะของ Kubernetes เริ่มปรากฏชัด ไมโครซอฟท์ก็เปลี่ยนใจกันง่ายๆ เปลี่ยนชื่อ Azure Container Service (ACS) เป็น Azure Kubernetes Service (AKS) และหันมาเลือกข้าง Kubernetes เต็มตัว (ปัจจุบันถ้าเข้าหน้าเว็บ ACS จะถูก redirect มายัง AKS แทน และ ACS ยังมีให้ใช้งานอยู่บน Azure Marketplace แต่ก็ไม่เน้นแล้ว)

ไมโครซอฟท์ยังจ้าง Brendan Burns หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Kubernetes มาทำงานด้วย เรียกได้ว่าดึงตัวมาจากกูเกิลกันตรงๆ เพื่อมารับผิดชอบงานด้าน Kubernetes โดยเฉพาะ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ Kubernetes ในสายตาไมโครซอฟท์ได้เป็นอย่างดี

อีกตัวอย่างที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ AWS ที่ช่วงแรกๆ อินดี้ไม่สนใจใคร สร้างระบบ orchestration ของตัวเองขึ้นมาโดยไม่ยุ่งกับใคร โดยใช้ชื่อว่า Amazon Elastic Container Service (ECS) และผูกกับเทคโนโลยีของ AWS อย่างแนบแน่น

แต่เมื่อ Kubernetes เริ่มดังขึ้นมา AWS ก็ออกบริการใหม่อีกตัวคือ Amazon Elastic Container Service for Kubernetes (EKS) ขึ้นมาให้เลือกใช้งานได้ตามชอบ (อย่างไรก็ตาม ECS ใช้ฟรี แต่ EKS คิดเงิน)

ทั้งไมโครซอฟท์และ AWS ต่างก็สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก Cloud Native Computing Foundation (CNCF) ในช่วงกลางปี 2017 เป็นสัญญาณว่าผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ต่างยอมสยบให้กับ Kubernetes แล้ว

แต่จุดสิ้นสุดสงครามคือเดือนตุลาคม 2017 ที่ Docker ประกาศความพ่ายแพ้ ทานกระแสไม่ไหว ต้องยอมซัพพอร์ต Kubernetes นอกเหนือจาก Docker Swarm ของตัวเอง (หลังจากดึงดัน พยายามต่อสู้มานาน) ถึงแม้ในแถลงการณ์ของ Docker จะบอกว่า "ผู้ใช้มีสิทธิเลือก" ว่าจะใช้ตัวไหน แต่ก็สะท้อนว่าถ้าสู้เขาไม่ได้ เข้าร่วมดีกว่านั่นเอง

ฝั่งของ Apache Mesos ก็ไม่ใช่คู่แข่งตรงๆ ของ Kubernetes และสามารถทำงานด้วยกันได้ โดยบริษัท Mesosphere เองก็มีผลิตภัณฑ์ Mesosphere Kubernetes Engine (MKE) ออกมาจับตลาดเช่นกัน

มาถึงตอนนี้โลก container orchestration ได้คำตอบชัดเจนแล้วว่า ถ้าต้องการ container ให้ใช้ Docker และถ้าต้องการ orchestration ให้ใช้ Kubernetes

Kubernetes Distributions

ในการใช้งานจริง Kubernetes ประกอบด้วยโครงการย่อยๆ มากมาย การใช้ซอฟต์แวร์จากโครงการโอเพนซอร์สต้นน้ำ (เช่น ระบบมอนิเตอร์ Prometheus) จึงต้องใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญสูง

ตรงนี้จึงเกิด Kubernetes Distribution หรือเทียบได้กับ "ดิสโทร" ของลินุกซ์ ที่เป็นการรวบรวมซอฟต์แวร์ที่จำเป็น และเครื่องมืออำนวยความสะดวกอื่นๆ มาให้พร้อมสรรพ ติดตั้งแล้วใช้งานได้ทันที

ตัวอย่าง Kubernetes Distribution แบบง่ายๆ ได้แก่ Minikube ที่เน้นการใช้งานบนเครื่องตัวเอง (คลัสเตอร์มีเครื่องเราเครื่องเดียว) เหมาะสำหรับการทดสอบและลองใช้งาน

ปัจจุบัน บริษัทไอทียักษ์ใหญ่ที่มีธุรกิจด้านศูนย์ข้อมูล-คลาวด์ ต่างก็มี Kubernetes Distribution เวอร์ชันของตัวเองไว้บริการลูกค้า โดยใช้ชื่อเชิงพาณิชย์แตกต่างกันไป (บางครั้งถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่ามันคือ Kubernetes) เช่น

  • IBM Cloud Private
  • Red Hat OpenShift (บทความใน Blognone)
  • Pivotal Container Service (PKS)
  • Oracle Linux Container Services
  • Cisco Container Platform
  • Canonical Distribution of Kubernetes (CDK)
  • Rancher

โซลูชันเหล่านี้สามารถรันได้ทั้งบนคลาวด์แบบสาธารณะ (public cloud) หรือเครื่องขององค์กรเอง (private cloud/on premise)

ส่วนผู้ให้บริการคลาวด์แบบสาธารณะ (public cloud) รายใหญ่ ต่างก็มีบริการ Kubernetes ให้บริการเช่นกัน

  • Google Kubernetes Engine (GKE)
  • Amazon Elastic Container for Kubernetes (EKS)
  • Azure Kubernetes Serve (AKS)

รายชื่อทั้งหมดดูได้จาก Kubernetes Partners


ตัวอย่างพาร์ทเนอร์ของ Kubernetes บางส่วน

เมื่อไรที่ควรใช้ Kubernetes

แน่นอนว่า Kubernetes (หรือ container orchestration) ไม่ใช่โซลูชันที่เหมาะสำหรับทุกคน แถมการใช้งานยังต้องแลกมาด้วยความซับซ้อนของระบบที่เพิ่มจากเดิมมาก

รูปแบบงานที่เหมาะสมกับการทำ container orchestration จึงควรมีปัจจัยเหล่านี้

  • แอพพลิเคชันที่ใช้งาน ต้องถูกปรับให้อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบ container มาก่อนแล้ว ถึงค่อยมาทำ orchestration ในภายหลัง หากเป็นแอพพลิเคชันยุคเก่า (legacy) ที่ไม่ได้ปรับให้เป็น container มาก่อน ก็ต้องไปทำให้เสร็จก่อน
  • งานมีความต้องการ scalable ขยายขีดความสามารถให้รองรับจำนวนเวิร์คโหลดที่แปรเปลี่ยนไป หากไม่จำเป็นขนาดนั้น ก็ใช้วิธีรันงานใน container เพียงอย่างเดียว (docker-compose) ไปก่อน แล้วค่อยขยับไปใช้ Kubernetes ในภายหลังได้ ซึ่งตรงนี้มีเครื่องมืออย่าง Kompose ช่วยแปลงอยู่แล้ว
  • ตัวบริการมีขนาดใหญ่เกินกำลังของเครื่องเดียว (หรือ VM ตัวเดียว) จึงถูกบังคับให้ต้องต่อเครื่องเป็นคลัสเตอร์เพื่อรองรับผู้ใช้งาน กรณีแบบนี้จึงเหมาะกับการทำ orchrestration

สรุปง่ายๆ ว่าถ้างานของเรา "ไม่ใหญ่พอ" ที่จะต้องใช้ Kubernetes ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ Kubernetes นั่นเอง

สู่อนาคต Cloud Native

ซอฟต์แวร์อย่าง Kubernetes เกิดขึ้นมาสำหรับยุคของคลาวด์ จึงเกิดคำเรียกซอฟต์แวร์กลุ่มนี้ว่า Cloud Native

กูเกิลเองก็ใช้คำนี้ไปตั้งชื่อมูลนิธิ Cloud Native Computing Foundation (CNCF) ซึ่งนอกจาก Kubernetes แล้ว ยังมีซอฟต์แวร์ตัวอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันอีกหลายตัว เช่น

  • Prometheus (monitoring)
  • OpenTracing (tracing)
  • Fluentd (logging)
  • Containerd (container runtime) จาก Docker
  • Rkt (container runtime) จาก CoreOS
  • Envoy (service proxy)
  • CoreDNS (service discovery)
  • Linkerd (service mesh)

นอกจากนี้ยังมีซอฟต์แวร์ตัวอื่นๆ ที่อยู่นอก CNCF แต่พัฒนาโดยกูเกิลและพันธมิตร เช่น Istio ที่ร่วมกับ IBM และ Red Hat โดยเรียกใช้ซอฟต์แวร์บางตัวจาก CNCF เช่น Envoy อีกทีหนึ่ง

ซอฟต์แวร์เหล่านี้นำมาใช้ร่วมกันเพื่อให้การสร้าง container orchestration สมบูรณ์แบบมากขึ้น เพิ่มส่วนการบริหารจัดการ, monitoring, logging เข้ามา และการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลยุคคลาวด์ในอนาคต ซึ่งถ้ามีโอกาส เราจะหยิบมันมาเล่าถึงต่อไป

Topics: KubernetesContainerCNCFGoogleCloud ComputingIn-Depth
Categories: IT News

บริษัทสื่อสารในแคลิฟอร์เนียเปิดฐานข้อมูล Elasticsearch ออกสู่สาธารณะ ใช้ดู SMS ได้เกือบเรียลไทม์

Blognone - Sat, 17/11/2018 - 15:48

บริษัท Voxox ผู้ให้บริการสื่อสารที่มีสำนักงานอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนียถูกค้นพบว่าไม่ได้ล็อกรหัสผ่านเซิร์ฟเวอร์ฐานข้อมูลไว้ เปิดให้ใครก็ได้เข้าใช้งานและเก็บข้อความ SMS ได้ทันทีในระดับเกือบเรียลไทม์

Sébastien Kaul นักวิจัยความปลอดภัยระบุว่า เขาพบเซิร์ฟเวอร์นี้จาก Shodan เสิร์ชเอนจินที่ค้นหาฐานข้อมูลและอุปกรณ์ที่เข้าถึงได้จากสาธารณะ และเซิร์ฟเวอร์นี้ถูกผูกเข้ากับซับโดเมนของ Voxox ด้วย

Kaul ระบุว่าเซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูล SMS นี้รันอยู่บนเซอร์วิส Elasticsearch ของ Amazon และคอนฟิกให้ใช้ Kibana เป็น front-end จึงทำให้ข้อมูลที่เก็บไว้ใน Elasticsearch เปิดอ่านได้อย่างง่ายดาย รวมถึงการค้นหาข้อมูลก็ทำได้ง่าย ๆ ด้วย ซึ่งประเด็นนี้สำคัญต่อความปลอดภัยอย่างมาก เนื่องจากข้อความเหล่านี้ถ้าเป็นรหัส OTP ที่ใช้ยืนยันตัวตนแบบสองปัจจัย แฮกเกอร์ก็เก็บข้อมูลได้ไม่ยากนัก เพราะบริษัทอย่าง Voxox นั้นเป็นเสมือนเกตเวย์ซึ่งจะแปลงข้อความเหล่านี้เป็นข้อความตัวอักษร และส่งไปยังเครือข่ายโทรศัพท์เพื่อส่งไปยังโทรศัพท์ของผู้ใช้อีกที

TechCrunch รายงานว่า ตอนนี้ฐานข้อมูลของ Voxox ที่ค้นพบนั้นออฟไลน์ไปแล้ว แต่จนถึงช่วงที่ปิดฐานข้อมูล พบว่ามีข้อความตัวอักษรไม่ต่ำกว่า 26 ล้านข้อความ และแต่ละข้อความก็มีรายละเอียดค่อนข้างครบ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ผู้รับ, ข้อความ, ลูกค้าของ Voxox ที่ส่งข้อความ และ shortcode ที่ใช้งาน

จากการตรวจสอบแบบคร่าว ๆ พบว่ามีบริการดัง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น Badoo, Fidelity Investments, Booking.com, Amazon, KakaoTalk, Viber, HQ Trivia, Microsoft, Yahoo, Huawei ID และยังมีข้อมูลการแจ้งนัดหมายจากโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลหลายแห่งด้วย

Kevin Hertz ผู้ร่วมก่อตั้งและซีทีโอของ Voxox ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า ตอนนี้ทางบริษัทกำลังตรวจสอบการรั่วไหลของข้อมูล และทำตามนโยบายการรั่วไหลของข้อมูล รวมถึงกำลังประเมินผลกระทบด้วย ส่วน Dylan Katz นักวิจัยความปลอดภัยระบุว่าเขากังวลว่ามีโอกาสที่ข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้ในทางที่ผิดไปแล้ว กรณีนี้แตกต่างจากการรั่วไหลข้อมูลหลาย ๆ ครั้ง เนื่องจากข้อมูลเป็นแบบชั่วคราว ข้อมูลออฟไลน์ที่ขโมยออกไปได้นั้นไม่ได้มีประโยชน์มากนัก

หากใครกังวลประเด็นเรื่องความปลอดภัย ในตอนนี้อาจต้องพิจารณาใช้การยืนยันตัวตนสองปัจจัยด้วยแอพแทนการใช้ SMS

ที่มา - TechCrunch


ตัวอย่างข้อมูล SMS ที่เก็บไว้ด้วย Elasticsearch และเปิดด้วย Kibana

Topics: SecurityData BreachSMSTelecommunication
Categories: IT News

[ไม่ยืนยัน] Devil May Cry จะเป็นแอนิเมชั่นลง Netflix โปรดิวเซอร์คนเดียวกับ Castlevania

Blognone - Sat, 17/11/2018 - 15:25

มีรายงานจากเว้บไวต์ IGN ว่า Devil May Cry เกมดังจากค่าย Capcom เตรียมทำเป็นแอนิเมชั่นลง Netflix จากมือ Adi Shankar โปรดิวเซอร์ Castlevania นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทุกอย่างยังต้องรอการยืนยันต่อไป เพราะยังไม่มีข้อมูลเรื่องวันเวลาเผยแพร่ และก่อนหน้านี้ก็มีข่าวไม่ยืนยันว่า Adi Shankar จะนำเกมดังมาทำซีรีส์และชื่อเกมที่หลุดมาคราวก่อนคือ Legend of Zelda แต่รายงานล่าสุดกลายเป็นเกม Devil May Cry

ที่มา - Comic Book

Topics: Devil May CryNetflixAnimation
Categories: IT News

Microsoft เริ่มทดลองโฆษณาในแอพ Mail บน Windows 10 แล้ว

Blognone - Sat, 17/11/2018 - 12:29

เว็บไซต์ Aggiornamenti Lumia ได้รายงานว่า Microsoft ได้เริ่มทดสอบการแสดงโฆษณาในแอพ Mail เวอร์ชันเบต้าของ Windows 10 แล้ว และในเว็บไซต์ซัพพอร์ตของ Microsoft ก็มีเรื่องนี้ระบุไว้ด้วยเช่นกัน

ข้อมูลในเว็บไซต์ซัพพอร์ตของ Microsoft ระบุว่า ตอนนี้ทางบริษัทกำลังทดสอบการโฆษณาใน Mail ซึ่งมีผลในประเทศบราซิล, แคนาดา, ออสเตรเลีย และอินเดีย โดยโฆษณานี้จะปรากฏในผู้ใช้ Windows เวอร์ชัน Home และ Pro แต่ไม่ปรากฏใน Enterprise และ EDU

Microsoft ระบุว่าโฆษณาจะปรากฏในบัญชีที่ตั้งค่าไว้ในแอพ Mail บน Windows 10 ไม่ว่าจะเป็น Outlook.com, Gmail, Yahoo Mail หรืออีเมลจากผู้ให้บริการรายอื่น แต่ผู้ที่สมัครใช้งาน Office 365 แบบส่วนตัว หรือเป็นบัญชีอีเมลของ Exchange Online, Exchange Server จะไม่มีโฆษณาแสดง

นอกจากข้อมูลบนเว็บไซต์ Microsoft แล้ว Frank Shaw หัวหน้าฝ่ายสื่อสารของ Microsoft ก็ได้ทวีตอธิบายถึงฟีเจอร์นี้ด้วยว่าเป็นเพียงการทดลองเท่านั้นและยังไม่มีแผนที่จะปล่อยทดสอบในวงกว้าง ซึ่งตอนนี้ก็ได้ปิดฟีเจอร์นี้และลบหน้าซัพพอร์ตออกไปแล้ว (หน้าซัพพอร์ตเกี่ยวกับฟีเจอร์นี้ดูได้ที่ archive.fo)

ที่มา - Engadget, Aggiornamenti Lumia


ภาพจาก Aggiornamenti Lumia

Topics: Windows 10MicrosoftAds
Categories: IT News
Syndicate content